การขอขมา เพื่อลาอุปสมบทของผู้ที่ต้องการบวชเป็นภิกษุ

การขอขมาฯ เป็นประเพณีอันดีงามที่ชาวพุทธปฏิบัติสืบต่อกันมา เมื่อถึงคราจะลาบวชคือ การเปลี่ยนเพศภาวะจากฆารวาส (ผู้ครองเรือน) ไปสู่ความเป็นนักบวชต้องไปแจ้งข่าวบุญเพื่อให้ญาติมิตรได้อนุโมทนา หรือมีอะไรติดค้างในใจก็จะได้อโหสิกรรม เพื่อให้ผู้ที่จะบวชพระไม่ต้องมีอะไรค้างคาใจ ชีวิตนักบวชก็จะราบรื่นดีงามตามความประสงค์

สรุปคือ การขอขมาฯ ก่อนบวชไม่ใช่วินัยบัญญัติของพระพุทธเจ้าแต่เป็นประเพณีที่ชาวพุทธปฏิบัติ สืบต่อกันมา มีเพียงการขออนุญาตมารดาบิดาเท่านั้นที่เป็นวินัยที่พึงถามก่อนบวช

อีก อย่างพระท่านก็คงไม่อยู่ในฐานะที่จะไปสู้รบตบมือกับใครได้  เมื่อพระรูปนั้นทราบ คุณคิดดูว่าท่านจะโล่งอกเป็นอิสระจากความกังวลมากแค่ไหน อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ท่านมีความราบรื่นในการปฏิบัติธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป  แต่ผู้ที่เป็นอิสระยิ่งกว่าก็คือผู้ที่ให้อภัยทานนั่นเอง
กิจใน อริยสัจจข้อแรก คือการเข้าใจต่อความจริงอันประเสริฐ พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงทุกข์ว่า “ให้รู้ (สึกตัว)” ไม่ใช่ให้ละ หรือ ให้หนี ผมว่าการมาอยู่วัดเป็นการตั้งหลักเรียนรู้ทุกข์ เสียมากกว่าครับ

ผม เข้าใจว่าบุญก็ส่วนบุญ บาปก็ส่วนบาป ไม่สามารถลบล้างกันได้ แต่การหยุดจองเวรและสร้างกรรมใหม่ (กรรมปัจจุบัน) ที่เป็นกรรมดีก็ย่อมจะชลอหรือทำให้กรรมชั่วที่เคยทำไว้ ยังคงให้ผลเบาบางลงได้  สร้างเหตุอย่างไรก็ได้รับผลอย่างนั้น แม้ไม่ไปเร่งเร้า ผลก็คงต้องทำหน้าที่อยู่ดี

ถ้าเป็นคดีอาญาก็อาจจะ มีผลในการพิจารณาตอนรับบวชได้  ส่วนถ้าผู้ที่เคยถูกคุณทำร้ายจิตใจ คุณก็พึงไปขอโทษและบอกกล่าวการบวช เพื่อการบวชของคุณจะได้ไม่มีอะไรค้างคาใจ

ด้วยความรู้ของผม...
เวร คือ ความแค้นเคือง, ความปองร้ายกัน, ความแก้เผ็ด ... ซึ่งผมคิดว่า การจองเวรเป็นการสร้างเหตุ เป็นที่มาของความไม่สบายใจของตัวคุณเอง
กรรม ที่ยังทำคงมีอยู่หากยังไม่หมดเหตุ

ใน การถามเตรียมบวช ไม่ได้บ่งชี้ถึง ลูกเมีย คนรัก  แต่ท่านเล็งไปที่ว่า ได้รับอนุญาตจากบิดามารดาหรือไม่  แต่ในทางปฏิบัติควรบอกกล่าวลูกเมีย คนรัก ทราบเพื่อให้คนเหล่านั้น จะได้อนุโมทนาสาธุการ ในการออกบวชจากเรือนฯ ของเรา

จากที่คุณถามเหมือนว่า เตรียมตัวจะบวชหรืออย่างไร ถ้าเป็นเช่นนั้น ขออนุโมทนาด้วยอย่างยิ่ง ที่มีชาวพุทธมีความรู้ ความใสใจเรื่องการบวชเช่นนี้

พระเทวทัต เป็นผู้จองเวรกับพระพุทธเจ้า ทั้งตั้งแต่ภพอดีตและภพปัจจุบัน  แต่สุดท้ายท่านก็มีสติสำนึกในการกระทำ ตอนนี้ท่านน่าจะฝึกตนอยู่นรกภูมิ และอนาคตกาลก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ... แต่ผมไม่แนะนำให้คุณใช้นามปากกาคำนี้นะครับ ความชั่วร้ายมันจะสื่อเข้าไปในใจได้

ผมไม่ใช่พระคุณเจ้าครับแต่เคยบวชช่วงพรรษา คงไม่ได้เอามะพร้าวห้าวมาขายสวนนะครับ เพียงแค่แสดงความคิดเห็น

แนะนำว่ามีหลายท่านที่ตอบคำถามได้ดีกว่าผมมากครับที่
http://www.larntum.in.th/index.php

และนี่สำหรับท่านที่สนใจการปฏิบัติแนวพระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโชครับ
http://www.wimutti.net/

อ้างอิงจากกระทู้เดิม http://www.watumong.org/webboard/index.php?topic=29.0
นักเรียนธรรม

23 มกราคม 2553, 05.45 น.

ความคิดเห็น

worrapon

20 เมษายน 2553, 22.07 น.

อยากรบกวนสอบถามครับ น้องชายอยากบวชเป็นพระภิกษุ แต่ขณะนี้ภรรยาทั้งครรภ์อยู่ ราว 3 เดือน อยากจะขอบวชเดือนกรกฏาคม 53 นี้ อยากทราบว่ามีข้อห้าม หรือ มีวัฒนธรรมใดบ้าง ที่ทำให้ไม่สามารถบวชได้ครับ

19 พฤษภาคม 2553, 20.02 น.

ตอบความคิดเห็นของ คุณ worrapon

    ข้อห้ามสำหรับการบวชพระภิกษุ
ใน "วินัยของพระสงฆ์"  เกี่ยวกับ "การรับบวช" นั้น
1. อาจมีในขั้นตอนในการ กรอกใบสมัคร (มีในสมัยปัจจุบัน)
2. มีในขณะกำลังบวชพระ  โดยพระอุปัชฌาย์ (พระผู้ที่เป็นประธานทำหน้าที่บวชให้)
จะถาม ผู้ที่กำลังจะบวชเป็นพระว่า "บิดา มารดา อนุญาตแล้วหรือไม่?"
ซึ่งไม่ได้มีกล่าวถึง  "ว่าต้องได้รับอนุญาตจากภรรยา" แต่อย่างใด

ส่วนเรื่องของวัฒนธรรมนั้น ก็ตามแต่ละท้องที่ครับ  ไม่น่าจะมีปัญหาครับ

แต่ผมเห็นว่า ควรพูดคุยกับภรรยาให้เข้าใจดีว่า การบวชคือการมาเรียนรู้วิธี
ที่จะใช้ชีวิตให้ง่าย ดีขึ้น  แล้วอยู่กับชีวิตปัจจุบันได้ผาสุขอย่างรู้เท่าทันความเป็นจริง


-ลมหายใจมหาเทพ
DMC

30 พฤษภาคม 2553, 16.47 น.

ขอเชิญชายแท้อายุ 20-65 ปี บวชฟรี1แสนรูปรุ่นเข้าพรรษาทุกอำเภอทั่วไทย
สอบถามเพิ่มเติมโทร. 081-6159699 / 084-7352367
อีเมล์ dream072@gmail.com
* * *