ขอทราบความคิดเห็นกรณีหลวงพ่อปราโมทย์

กราบนมัสการหลวงพี่อธิป กราบนมัสการหลวงพี่มาลา


ผมเคยเป็นพระนวกะนอกพรรษาที่วัดอุโมงค์ ได้ฝึกสติและดูจิตตามซีดีของหลวงพ่อปราโมทย์เป็นครั้งแรกที่ได้รับจากสวนพุทธธรรม วัดอุโมงค์

ขณะนี้ก็เป็นเวลาปีกว่าแล้วที่ได้ลาสิกขา แต่ยังปฏิบัติตามดูจิตตลอด และแม้จะยึดถือคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นแนวปฏิบัติหลักแนวทางเดียวเท่านั้น แต่ก็ยังต้องอาศัยคำสอนของครูบาอาจารย์ในการขยายความเข้าใจคำสอนในการการปฏิบัติตามยุคสมัยของภาษาสื่อสารที่แตกต่าง

ผมขอทราบความเห็นของวัดอุโมงค์ (สำนักงานสวนพุทธธรรม)กรณีของหลวงพ่อปราโมทย์
ซึ่งผมมีความเห็นว่า สวนพุทธธรรมเองก็มีการเผยแผ่คำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ไปมาก จึงอยากให้สวนพุทธธรรมแสดงความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาให้กับผู้ปฏิบัติธรรมได้ทราบบ้างครับ
Panyataro

24 มกราคม 2553, 14.54 น.

ความคิดเห็น

นักเรียนธรรม

4 กุมภาพันธ์ 2553, 12.14 น.

จากการที่มีผู้ถามถึงกรณีหลวงพ่อปราโมทย์
 
ก่อนอื่นต้องขอโทษด้วยที่ตอบช้าไปหน่อย  เพราะเข้าไปตอบไม่ได้  เนื่องจากเว๊ปมีปัญหาเล็กน้อย  ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังแก้ไขอยู่

ก่อนจะตอบก็คงต้องให้ผู้ที่เข้ามาอ่าน  วางใจเป็นกลางให้ดี  และถือเป็นการเรียนรู้ธรรมะจากเหตุการณ์  อย่าได้หลงตามกระแสจนตนเองต้องทุกข์เพราะข่าวต่างๆ ที่เข้ามาให้รับรู้  หรือ ได้นำไปเพื่อถกเถียง  คุยฟุ้งไป  เหมือนคนตื่นข่าว วิภาควิจารณ์กันอย่างสนุกปาก ตามร้านกาแฟในชุมชน  พร้อมกันนั้นต้องบอกด้วยว่า  นี้เป็นความเห็นส่วนตัว   จากการได้ทราบข่าวทั้ง จากคนวงใน และวงนอก  จากคณะบุคคลทั้งฝ่ายโจมตี  และบุคคลฝ่ายถูกโจมตี  รวมถึงการอ่านการแถลงการทั้ง ๒ ฝั่ง  และความคิดเห็นของผู้รู้ที่มีเหตุมีผลหลายท่าน (จริงๆ แล้วไม่ประสงค์จะเขียนเลย  แต่เพราะมีผู้สอบถามมามากทั้งพระและโยม  เลยต้องออกความเห็นไปตามภูมิปัญญาที่มี)   คงต้องขอตอบแบบสรุปว่า  ในกรณีนี้เราควรเรียนรู้ให้เห็น ความเป็นธรรมดาของโลกธรรม  ที่มีทั้งฝ่ายที่น่าพอใจ และไม่น่าพอใจ  อย่างไรก็ดี  ถ้าผู้ร่วมเหตุการฝั่งไหน  เคลื่อนไหวกระเทือนตามโลกธรรม  อย่างชนิดที่ร้อนรน  ทุกข์ทม  ก็ถือว่าต้องเรียนธรรมะเพิ่มขึ้น(เรียนใหม่ หรือพัฒนาอีก) และในเหตุการณ์ดังกล่าวท่านคงต้องสำรวจตนเองดูว่า  ท่านหวั่นไวแค่ไหน  ลังเลแค่ไหน  และรู้ทันขนาดไหน

ส่วนเรื่องข้อพิสูจน์นั้น   ขอให้ท่านที่จะลองพิสูจน์ความจริง  ลองฝึกปฏิบัตดูด้วยใจตัว  คอยตามรู้กายรู้ใจอย่างเป็นกลางดู  และฝึกฝนอย่างเอาใจใส่ ชนิดที่เป็นธรรมชาติไม่เกร่งตึงจนเครียด แต่ไม่ปล่อยให้หลงเผลอไปอย่างไม่รู้เท่าทัน  หมั่นเจริญสติอยู่เสมอตามกำลังอินทรีย์   เมื่อได้รับผลแล้ว หรือไม่ได้อย่างไร  ก็จะวิเคราะห์ออก (ต้องทดสอบด้วยใจนะ)  ว่าพระอาจารย์ที่ท่านถูกโจมตีสอนผิด  หรือถูก  ท่านลองสังเกตดูว่าก่อนปฏิบัติท่านมีสภาวะจิตใจเป็นอย่างไร  ขณะปฏิบัติเป็นอย่างไร  และเมื่อปฏิบัติไปสักระยะแล้ว  เป็นอย่างไร  ท่านจะพบได้ด้วยตัวเอง  

จริงๆ แล้วมีเหตุผลมากมายที่จะทำให้มนุษย์ไม่ชอบกัน และโจมตีกัน  แต่ให้สังเกตดูว่านั่นเป็นเหตุมาจากแม่ทัพใหญ่อย่างกิเลสใช่หรือไม่?
หากถ้อยแถลงการของผู้ใด  เจือด้วยมลทิน หยาบคาย กล่าวร้าย ปราศจากข้อมูลที่เป็นจริง ผู้นั้นเริ่มต้นด้วยอคติฝ่ายลบ  ถูกกิเลสชักพาให้ทำ  ถ้าอ่านหรือฟังแล้ว  จะรู้สึกได้ถึงความร้อนอกร้อนใจ  (ไม่ว่าจะมีอะไรอยู่เบื้องหลัง หนุนหลัง  พลักดัน เร้าให้กระทำ  ด้วยอำนาจอะไรก็ตาม) แสดงให้เห็นว่านั่นมีที่มาจากอะไร  ผู้ส่งสารมีสภาวะจิตใจเป็นเช่นไร  อย่างไรก็ดีเราก็ไม่ควรจะพยาบาท ด่าทอกันแม้ท่านผู้อ่านเองจะไม่เห็นด้วยกับเขา หรือมองเขาว่าเป็นผู้ผิด (ฝ่ายร้าย)  แต่ควรพิจารณาให้เห็นโทษอันร้ายแรงของสิ่งที่ชักนำผู้นั้นให้เป็นเช่นนั้น  นั่นคือกิเลส  มันสามารถชักนำให้คนหลงผิด ติดลบ หรือเปลี่ยนสภาวะได้อย่างทันใจ จนชนิดที่ว่าเปลี่ยนคนที่เคยรู้จักเป็นศัตรูได้โดยทันที   และนั่นเป็นครูสอนเรา  ให้เราต้องระวังเช่นกัน  ตราบใดยังไม่ถึงความเป็นพระเสขบุคคล เบื้องต้น  คือยังไม่เป็นผู้เข้าถึงกระแส  อย่าได้ประมาท  เพราะมิฉะนั้นเราๆ ท่านๆ อาจจะตกหลุมพรางของกิเลสให้บ้างก็ได้  

ส่วนเมื่อใดที่ท่านอ่านสื่อของบุคคลใดๆ ก็ตามที่ชี้แจงเป็นเหตุเป็นผล  ไม่มีท่าทีการโจมตีอย่างร้อนเร่า  เพียงแต่เป็นการชี้แจง อย่างมีหลักมีการ เร้าให้เกิดปัญญาเข้าใจถึงเหตุถึงผลได้  พร้อมทั้งรู้สึกเย็นใจสบายใจ  ไร้กังวล  ลดอุณภูมิของสภาวะจิตใจลงได้  นั่นเป็นข้อความของบัณฑิตผู้รู้  และถือฟังได้  และสามารถพิจารณาตาม หรือปฏิบัติตามคำของท่านดูว่า  ถูกหรือผิดอย่างไร  เป็นทางมาแห่งกุศลหรืออกุศล  มีประโยชน์หรือโทษ  เมื่อพิจารณาด้วยปัญหาเห็นชอบแล้ว  ก็ถือเชื่อได้  แต่ควรมีความรู้ทางพุทธธรรมไว้บ้าง  เพื่อจะได้รู้หลักแห่งการวิเคราะห์อย่างเป็นธรรม

สุดท้ายไม่ว่าใครเขาจะเป็นอย่างไร  เปลี่ยนไปอย่างไร  ขอให้เรายึดหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้  เป็นปฐมบทในการเรียน การศึกษาปฏิบัติ
พร้อมกันนั้น  เมื่อครูบาอาจารย์ท่านใด  อธิบายหรือสอนธรรมเช่นพระองค์  ซึ่งเป็นไปเพื่อการรู้ทุกข์ ละสมุทัย แจ้งนิโรธ  และดำเนินทางแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘  เป็นไปเพื่อ รู้ ตื่น เบิกบาน  ธรรมเหล่านั้นก็ชื่อมีสอนถูก   ขอให้เราชาวพุทธ หันมาปฏิบัติกันเถิดเราจะได้ลิ้มรสของพระธรรม  จนไม่ต้องสงสัยในเหตุการณ์ใดแม้จะหนักกว่านี้
( ในครั้งพุทธกาล แม้พระพุทธองค์ก็ถูกกล่าวร้า ยมาไม่น้อย  ในสมัยที่ผ่านมา  ไม่ว่าพระพิมลธรรม  ท่านอาจารย์พุทธทาส  ก็ถูกข้อกล่าวหาอย่างเผ็ดร้อน  ดังนั้น ครูบาอาจารย์ ที่ท่านทรงภูมิธรรม  ท่านจะไม่หวั่นไหวกับบททดสอบเพียงเท่านี้  ถ้าท่านจะเคลื่อนไหวอะไร ก็ย่อมเป็นไปเพื่อธรรม เพื่อความไม่เบียดเบียน  เพื่อความถูกต้อง สงบและสันติ...ฯ)

--
อธิปัญโญ
เด็กน้อย

14 กุมภาพันธ์ 2553, 13.08 น.

คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เป็นคำสอนที่ผู้ปฎิบัติแล้วเห็นได้เฉพาะตน

คนอื่นจะมารู้แทนไม่ได้ ฉะนั้นการที่จะมาวิพากวิจารณ์

ว่าคนนั้นคนนี้ไม่ดีนับเป็นสิ่งไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง

หากเรายังไม่รู้ก็อย่าเพิ่งไปว่าคนอื่น ให้ดูตัวเองดีกว่า

เอาเวลาที่จะมาว่าคนอื่นไปขัดเกลากิเลสยังจะมีประโยชน์กว่าอีก

การปฏิบัตินั้นของจริงมันอยู่ที่ใจไม่ใช่อยู่ที่ปาก ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

แล้วก็ว่าอันนั้นไม่ดีอันนี้ไม่ดีตามความคิดของตน
ลมหายใจมหาเทพ

26 กุมภาพันธ์ 2553, 13.25 น.

ขอนำบทความของ พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
ที่ถ่ายทอดลง มติชนรายวัน วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓
สามารถหาอ่าน ได้จากเวบ www.visalo.org

บทความที่ขอคัดมาลงนี้ เอื้อเฟื้อจากเวบ visalo.org
ผมเห็นว่า มีความเกี่ยวเนื่องในเรื่องของแวดวงนักภาวนา
กรณี พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช
ท่านสามารถรับข้อมูลนี้ เพื่อตรวจสอบความคิดเห็นของท่านเอง
ได้เป็นอย่างดี

เราสามารถวิพากษ์กันได้ แต่ควรอาศัยใจที่เป็นกลาง
ปราศจากอคติ หรือมีให้น้อยที่สุด จึงเกิดประโยชน์อย่างสูงสุด




[color=green] มติชนรายวัน วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓

เหตุเกิดในวงการกรรมฐาน
พระไพศาล วิสาโล

 

ในอดีตนั้นถือกันว่าสมาธิภาวนาหรือการทำกรรมฐานเป็นเรื่องของสงฆ์ ส่วนฆราวาสนั้นปฏิบัติธรรมด้วยการให้ทานและรักษาศีลก็พอแล้ว แม้จนทุกวันนี้เราก็ยังเห็นฆราวาสเข้าวัดเพื่อ “ทำบุญ” เป็นส่วนใหญ่ แต่แบบแผนดังกล่าวดูเหมือนจะจำกัดเฉพาะชาวพุทธไทย เอกลักษณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ชัดเมื่อไปเยือนวัดในยุโรปหรืออเมริกาที่มีชาวพุทธหลายเชื้อชาติให้ความศรัทธานับถือ ในขณะที่ชาวพุทธไทยนิยมมาถวายอาหารแก่พระสงฆ์(แล้วก็ลากลับ) ชาวพุทธชาติอื่นโดยเฉพาะชาติตะวันตกกลับสนใจฟังธรรมะและทำสมาธิกันอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตามในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ฆราวาสที่สนใจทำกรรมฐานมีจำนวนมากขึ้นและขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่โดดเด่นในแวดวงชาวพุทธไทย ตามสำนักต่าง ๆ มีฆราวาสมาทำสมาธิภาวนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจัดอบรมกรรมฐานกันเอง บ่อยครั้งก็มีฆราวาสเป็นอาจารย์กรรมฐาน ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับความสนใจใฝ่ศึกษาธรรมทั้งจากการอ่านและการฟังอย่างแพร่หลาย จนหนังสือธรรมะกลายเป็นหนังสือขายดี ขณะที่หน่วยงานหลายแห่งทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจก็มีการบรรยายธรรมอย่างสม่ำเสมอ

ความเครียด ความรุ่มร้อนในจิตใจและความรู้สึกว่างเปล่าในชีวิตทั้ง ๆ ที่เต็มไปด้วยวัตถุสิ่งเสพและความสะดวกสบาย เป็นสาเหตุสำคัญที่ผลักดันให้ผู้คนหันมาหาความสงบจากพุทธศาสนา แต่ผู้คนยากจะค้นพบคำตอบจากพุทธศาสนาได้หากไม่มีผู้บอกทางที่สามารถสื่อสารกับฆราวาสได้อย่างถึงแก่น ครั้นค้นพบแล้วจะลงมือปฏิบัติหรือไม่ ก็ยังขึ้นอยู่กับผู้บอกทางว่าได้นำเสนอการปฏิบัติที่สมเหตุสมผล น่าเชื่อถือ ทำได้จริงหรือไม่ แต่เท่านั้นยังไม่พอ ที่ขาดไม่ได้สำหรับคนสมัยใหม่ก็คือ จักต้องเป็นการปฏิบัติที่ทำได้ง่ายในชีวิตประจำวัน ยิ่งเป็นวิธีการที่ลัดสั้น ตรงถึงเป้าหมาย ก็ยิ่งได้รับความนิยม

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช เป็นผู้ที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดในการชักนำให้ฆราวาสโดยเฉพาะคนชั้นกลางหันมาทำกรรมฐานกันอย่างจริงจังและอย่างแพร่หลายชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือคนเหล่านี้มีเป็นจำนวนมากที่ไม่เคยเห็นตัวท่าน หรือได้รับการชี้แนะจากท่านโดยตรง หรือแม้แต่ฟังคำบรรยายจากปากของท่าน หลายคนอยู่ไกลถึงต่างประเทศด้วยซ้ำ แต่ได้ปฏิบัติตามคำชี้แนะของท่านอย่างต่อเนื่อง เท่าที่ทราบมีเป็นจำนวนมากที่ได้รับผลดีจากการปฏิบัติ

ความสำเร็จดังกล่าว (หากจะใช้คำนี้) ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการใช้สื่ออย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะซีดี ซึ่งสะดวกแก่การเผยแพร่ในหลายช่องทางรวมทั้งทางอินเทอร์เน็ต ทำให้เข้าถึงคนชั้นกลางจำนวนมาก แม้หนังสือของท่านจะพิมพ์เผยแพร่มิใช่น้อย แต่เชื่อว่าผู้คนรู้จักพระอาจารย์ปราโมทย์ผ่านซีดีมากกว่าหนังสือ และที่ศรัทธาปฏิบัติตามแนวทางของท่านก็เพราะซีดีมากกว่าหนังสือเช่นกัน

อย่างไรก็ตามเหตุผลที่สำคัญกว่านั้นน่าจะได้แก่ แนวทางการปฏิบัติของท่าน ที่เน้นการดูจิต หรือตามรู้สภาวะและอาการต่าง ๆ ของจิต ด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่กดข่มอารมณ์ที่ไม่พึงปรารถนา และไม่แทรกแซง หรือควบคุมบังคับจิตเพื่อให้เกิดความสงบ ซึ่งรวมถึงการไม่ “กำหนด” หรือ เพ่งที่รูปหรือนามใด ๆ กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ “รู้” โดยไม่ต้อง “ทำ”อะไรทั้งสิ้น

วิธีการดังกล่าว (ซึ่งเรียกอีกอย่างว่าจิตตานุปัสสนาตามหลักสติปัฏฐานสี่) เหมาะกับคนชั้นกลางซึ่งมีนิสัยคิดฟุ้งปรุงแต่งมากจนยากที่จะทำใจให้สงบดิ่งลึก อีกทั้งยังสามารถปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวันโดยไม่เลือกสถานที่และบรรยากาศ ทำให้กรรมฐานกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้โดยไม่ต้องหลีกเร้นไปอยู่ป่าหรือเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม ด้วยเหตุนี้หลายคนที่นำวิธีการดังกล่าวไปปฏิบัติจึงเห็นผลได้เร็ว คือมีสติรู้ตัวมากขึ้น จิตใจปลอดโปร่งกว่าเดิม เห็นกายและใจชัดขึ้น การบอกกล่าวจากปากต่อปาก โดยมีซีดีคำบรรยายของท่านเป็นสื่อการสอน ทำให้ผู้คนหันมาปฏิบัติตามแนวทางของท่านมากขึ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้ที่เคยปฏิบัติแนวอื่นแต่ไม่ก้าวหน้าเพราะใช้วิธีเพ่งหรือบังคับจิตจนเครียด

จุดเด่นอีกประการหนึ่ง ก็คือ การสอนของท่าน ซึ่งนำเสนอแนวทางดังกล่าวในฐานะที่เป็นวิถีสู่ความพ้นทุกข์ จากการดูจิต สู่การเห็นรูปและนามด้วยสติ ตามมาด้วยการเห็นรูปและนามด้วยปัญญา คือเห็นไตรลักษณ์จนละวางความยึดติดถือมั่นว่ารูปและนามเป็นตัวตน คำสอนของท่านพูดถึงการบรรลุธรรม การหลุดพ้น และมรรคผลนิพพานบ่อยครั้ง มิใช่ในฐานที่เป็นสิ่งเหลือวิสัยของมนุษย์ หากเป็นอุดมคติที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้และควรทำให้ได้ในชีวิตนี้ คำสอนดังกล่าวได้ทำให้ผู้คนจำนวนมากซึ่งเคยไกลวัดหันมาสนใจพระนิพพาน กล่าวได้ว่าไม่มีใครที่สามารถจุดประกายให้ฆราวาสยุคนี้ปรารถนาและบำเพ็ญเพียรเพื่อพระนิพพานได้มากเท่ากับพระอาจารย์ปราโมทย์

ทั้งแนวทางปฏิบัติและเนื้อหาคำสอนของท่านตามที่กล่าวมาข้างต้น สามารถหาอ่านได้ไม่ยากจากหนังสือของท่าน แต่สิ่งที่ไม่ปรากฏในหนังสือ ก็คือวิธีการสอนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งจะประจักษ์ได้ก็จากการไปฟังการบรรยายของท่านตามสถานที่ต่าง ๆ เท่านั้น นั่นก็คือ การบรรยายด้วยถ้อยคำที่เข้าใจง่าย เป็นกันเอง และที่ขาดไม่ได้ก็คือ การ “ทักจิต”ผู้ที่มา “ส่งการบ้าน” ว่า หลงไปแล้ว หรือกำลังเพ่ง หรือ “ตื่น”แล้ว เชื่อว่าวิธีนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้คนมาฟังคำบรรยายของท่านอย่างเนืองแน่นทุกครั้ง เพราะต้องการสอบถามให้แน่ใจว่าตนปฏิบัติถูกต้องตามคำสอนของท่านหรือไม่ สำหรับผู้ฟังคนอื่น ๆ การทักจิตของท่านยังช่วยให้เข้าใจการปฏิบัติตามคำสอนของท่านดีขึ้น เนื้อหาและบรรยากาศส่วนนี้ถูกถ่ายทอดลงซีดี ซึ่งทำให้เป็นที่นิยมในวงกว้างกว่าหนังสือ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการทักจิตของท่านย่อมทำให้ศิษยานุศิษย์ (รวมทั้งลูกศิษย์ทางซีดี)เห็นท่านอยู่ในสถานะพิเศษเหนือคนธรรมดา ดังนั้นจึงเกิดศรัทธาปสาทะในตัวท่านมากขึ้น หากนี้เป็นจุดแข็ง มันก็เป็นจุดอ่อนในเวลาเดียวกัน เพราะเป็นเหตุให้ท่านถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่อยมาโดยเฉพาะจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางปฏิบัติของท่าน จนถึงจุดหนึ่งก็ขยายตัวเป็นการต่อต้านท่านอย่างชัดเจน ที่น่าประหลาดใจคือแกนนำหลายคนเคยเป็นลูกศิษย์หรือผู้สนับสนุนคำสอนของท่านอย่างแข็งขันมาก่อน

เหตุผลข้อหนึ่งที่ผู้ต่อต้านใช้ในการโจมตีท่านก็คือ การอวดอุตริมนุสสธรรม คือธรรมล้ำมนุษย์หรือคุณวิเศษที่เหนือปุถุชน ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงการอวดอ้างว่าเป็นอริยบุคคล การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นความผิดตามพระวินัย หากอวดคุณวิเศษดังกล่าวทั้ง ๆ ที่ตนเองไม่มี ผู้อวดนั้นย่อมขาดจากความเป็นพระ กรณีพระอาจารย์ปราโมทย์นั้น แม้ท่านจะแสดงให้เห็นว่ามีการทักจิตอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ยากที่จะชี้ชัดว่าเป็นการอวดอุตริมนุสสธรรมตามที่ระบุในพระวินัย (แม้จะตีความเช่นนั้นแต่ถ้าท่านมีคุณสมบัติดังกล่าวจริง ก็เป็นอาบัติเล็กน้อย) จะว่าไปแล้ววิธีการดังกล่าว ครูบาอาจารย์หลายท่านทั้งอดีตและปัจจุบันก็ทำเป็นอาจิณ ส่วนที่กล่าวว่าท่านอวดอ้างเป็นอริยบุคคลนั้น ก็เป็นเรื่องของการตีความจากคำบรรยายเมื่อท่านพูดถึงสภาวะหรือสิ่งที่พบเห็นจากการปฏิบัติ ที่ผ่านมายังไม่มีการอ้างคำพูดใด ๆ ของท่านที่เป็นหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างชัดเจน

หากไม่นับสาเหตุส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนไม่มากนักแล้ว มูลเหตุที่แท้จริงของความขัดแย้งที่ขยายวงน่าจะเป็นเพราะแนวทางการปฏิบัติและวิธีการสอนของท่านนั้นขัดกับแบบแผนที่ปฏิบัติกันมาแต่ดั้งเดิม อาทิ การดูจิตโดยไม่เน้นที่รูปแบบ การทักจิตผู้ปฏิบัติในที่สาธารณะท่ามกลางผู้คนนับร้อย (แทนที่จะทำในที่รโหฐาน) การสอนกรรมฐานโดยไม่เน้นพิธีรีตอง (ไม่มีพิธีขอกรรมฐาน และใครจะแต่งตัวมาฟังธรรมที่สำนักของท่านอย่างไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องแต่งขาว และไม่มีการสวดมนต์รับศีล ) ซึ่งแม้ถูกจริตคนหนุ่มสาวแต่ไม่เป็นที่นิยมของคนแก่วัด ยิ่งกว่านั้นการที่ท่านวิจารณ์การปฏิบัติที่เน้นการเพ่ง กำหนด หรือควบคุมบังคับจิต อันเป็นที่นิยมในหลายสำนัก ย่อมทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านท่าน แต่ปฏิกิริยาดังกล่าวจะไม่มากหากลูกศิษย์ยังคงปฏิบัติในสำนักดังกล่าว แทนที่จะแห่กันไปปฏิบัติตามแนวทางของท่าน หรือกลับมาตั้งคำถามกับการปฏิบัติของสำนักเดิม

แม้แกนนำในการต่อต้านจะเป็นฆราวาส แต่เชื่อว่ามีพระจำนวนไม่น้อยสนับสนุนหรือขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง เพื่อความเป็นธรรม ควรกล่าวด้วยว่าหลายท่านทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ บางท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่ส่วนใหญ่รับไม่ได้กับแนวทางการปฏิบัติและวิธีการสอนของพระอาจารย์ปราโมทย์ ซึ่งหลายท่านมองว่าเป็นพระที่ยังมีพรรษาน้อย และปฏิบัติสวนทางกับธรรมเนียมหลายประการพระป่าโดยเฉพาะสายหลวงปู่มั่น ข้อกล่าวหาอีกประการหนึ่งซึ่งร้ายแรงมากในสายตาของพระป่าก็คือ การดัดแปลงคำสอนของครูบาอาจารย์ ซึ่งในที่นี้หมายถึงหลวงปู่ดูลย์ อตุโล

พระอาจารย์ปราโมทย์เป็นผู้ที่ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ และนำคำสอนของท่านมาเผยแพร่ โดยอธิบายให้เข้าใจได้อย่างเป็นระบบ ทำให้หลวงปู่ดูลย์เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในหมู่คนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตามอรรถาธิบายของท่านนั้นไม่ตรงกับที่ลูกศิษย์หลวงปู่ดูลย์หลายท่านเข้าใจ หลายท่านเชื่อมั่นว่าท่านเข้าใจหลวงปู่ดูลย์ได้ถูกต้องกว่า จึงไม่พอใจพระอาจารย์ปราโมทย์ที่ “สอนผิดครู” จนบางท่านถึงกับกล่าวหาพระอาจารย์ปราโมทย์ว่าเป็นศิษย์คิดล้างครู สำหรับท่านเหล่านี้คำสอนของหลวงปู่ดูลย์เป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้ในรูปแบบเดิมหรือถ่ายทอดตามตัวอักษรอย่างเคร่งครัด

มองในแง่หนึ่ง ความขัดแย้งกรณีพระอาจารย์ปราโมทย์ เป็นความขัดแย้งระหว่างระหว่าง “ใหม่” กับ “เก่า” (ไม่ต่างจากความขัดแย้งระหว่างพระอาจารย์พรหมวังโสกับสำนักหนองป่าพงกรณีบวชภิกษุณี) จะพูดว่า โดยพื้นฐานแล้วนี้คือความขัดแย้งระหว่างแนว “ปฏิรูป”กับ แนว “อนุรักษ์นิยม” ก็ย่อมได้ ซึ่งเป็นธรรมดาในทุกวงการและเกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย เมื่อ ๖๐ ปีก่อนท่านอาจารย์พุทธทาสก็เคยถูกโจมตีว่าเป็นคอมมิวนิสต์เพราะการสอนที่แปลกใหม่ของท่าน ที่กระตุกความรู้สึกของผู้ฟัง (เช่น กล่าวว่าพระรัตนตรัยหากนับถือไม่ถูกต้องก็เป็นภูเขาขวางกั้นทางสู่พระนิพพาน) แต่ความขัดแย้งเป็นแค่ความแตกต่าง ที่ไม่ควรนำไปสู่ความแตกแยก หรือการเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ที่สำคัญก็คือไม่ควรให้ความโกรธเกลียดหรือกลัวเป็นตัวผลักดันการกระทำ

เมื่อมีความแตกต่างทางความคิดหรือการปฏิบัติ ควรโต้กันด้วยเหตุผล แทนที่จะใช้วิธีโจมตี ใส่ร้าย หรือข่มขู่คุกคาม แม้จะทำด้วยความปรารถนาดีคือเพื่อปกป้องธรรมะ แต่หากใช้วิธีอธรรมแล้ว ผลร้ายย่อมตกอยู่กับธรรมะอย่างไม่ต้องสงสัย
[/color]
pannnee

13 มีนาคม 2553, 14.59 น.

สาธุ อนุโมทนาท่านพระอธิปัญโญ คะ

เห็นด้วยมากโดยเฉพาะ...
"..ถ้าอ่านหรือฟังแล้ว  จะรู้สึกได้ถึงความร้อนอกร้อนใจ  (ไม่ว่าจะมีอะไรอยู่เบื้องหลัง หนุนหลัง  พลักดัน เร้าให้กระทำ  ด้วยอำนาจอะไรก็ตาม) แสดงให้เห็นว่านั่นมีที่มาจากอะไร  ผู้ส่งสารมีสภาวะจิตใจเป็นเช่นไร..."

และท่านได้เตือนว่าให้ระวังแม้กระทั่งตัวเราเองที่ยังเป็นผู้ศึกษาธรรม ยังไม่อยู่ในกระแส  ยังไม่มีดวงตาเห็นธรรม..  อาจตกอยู่ใต้อำนาจกิเลศได้ทุกเมื่อ

และอีกเรื่องหนึ่งที่ท่านว่า..
"ในครั้งพุทธกาล แม้พระพุทธองค์ก็ถูกกล่าวร้า ยมาไม่น้อย  ในสมัยที่ผ่านมา  ไม่ว่าพระพิมลธรรม  ท่านอาจารย์พุทธทาส  ก็ถูกข้อกล่าวหาอย่างเผ็ดร้อน  ดังนั้น ครูบาอาจารย์ ที่ท่านทรงภูมิธรรม  ท่านจะไม่หวั่นไหวกับบททดสอบเพียงเท่านี้  ถ้าท่านจะเคลื่อนไหวอะไร ก็ย่อมเป็นไปเพื่อธรรม เพื่อความไม่เบียดเบียน  เพื่อความถูกต้อง สงบและสันติ...ฯ"  

ขออนุโมทนาอีกครั้งค่ะ

ขอขอบพระคุณ และจะเก็บไว้เตือนตนเองค่ะ
:-)
เด็กนอกวัด

16 มีนาคม 2553, 23.25 น.

กราบนมัสการหลวงพี่อธิป ค่ะ
ข้อคิดที่หลวงพี่ให้มานั้น สมกับเป็นสาวกของพระพุทธองค์ ขออนุโมทนาค่ะ

ได้มีโอกาสเริ่มฟังซีดีของหลวงพ่อปราโมทย์ หลังจากกลับจากอินเดียเมื่อปลายปีที่แล้ว ดิฉันไม่ทราบตื้นลึกหนาบางของเหตุการณ์ครั้งนี้มากนัก เพราะเป็นเพียงลูกศิษย์ที่ตัวไกลหลวงพ่อ แต่ต้องขอแสดงความกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ ช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ได้ฟังธรรมจากหลวงพ่อ ทำให้สามารถต่อติดความรู้ทางธรรมะมากมาย เห็นเส้นทางแห่งความหลุดพ้นชัดเจนขึ้นมาก ชนิดที่ทำให้รู้ซึ้งว่า ธรรมะเป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะบุคคล โดยเฉพาะสภาวะธรรมต่างๆ ที่ได้พบไม่สามารถใช้ภาษาทางโลกอธิบายได้ทั้งหมด(จึงไม่รู่สึกแปลกใจที่จะเกิดความเข้าใจผิดได้หากฟังโดยไม่ใช้ปัญญาทางธรรม เพราะธรรมะไม่สามารถแจ่มแจ้งได้เพียงแค่นึกเอา) คำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ ถ้าคนฟังแล้วเข้าใจจะทราบเลยว่าเป็นคำสอนที่สอนให้พึ่งตัวเองได้ ขออานิสงน์จากการปฏิบัติของข้าพเจ้า เป็นปฏิบัติบูชาแด่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และครูบาอาจารย์หลวงพ่อปราโมทย์ ด้วยเทอญ....สาธุ
อิศราภา

9 มิถุนายน 2553, 23.24 น.

จากประสบการณ์ของตนเอง  ถ้าไม่ได้พบเจอหลวงพ่อปราโมทย์ ท่านเมตตาชี้ทางที่ท่านเดินไปแล้ว และช่วยบอกทางให้มนุษย์อีกไม่รู้กี่ชีวิต ได้พบได้รู้ทาง
นอกจากพระพุทธเจ้าของเราทุกคนแล้ว พระไตรปิฎกและหนังสือธรรมมะต่าง เปรียบเหมือนแผนที่ ที่จะพาผู้ที่เดินตามไปสู่นิพพาน
เป็นเป้าหมายที่แท้จริงที่ที่ทุก ๆ ชีวิตต้องไป แต่เพราะความไม่รู้ ทำให้เราเกิด - ตาย นับไม่ได้แล้ว จะมัวเถียงกันทำไมว่า วิธีไหนดี และวิธีไหนไม่ดี  หลวงพ่อท่านเป็นผู้แนะนำและคอยช่วยพวกเราในยามเจอทางแยกและอุปสรรคในการเดินทาง ท่านแนะนำทางที่ท่านได้เดินไปแล้ว ท่านมีเมตตาแค่ไหน ถ้าท่านจะเดินไปท่านเดียวก็ได้ ทำไมท่านต้องมาเหนื่อยคอยแนะนำทางให้พวกเรา   ใครชอบเดินไปทางไหนก็ไป ไม่เห็นต้องมาว่ากันเลย เพราะจิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน จริตก็ต่างกัน
จะให้เดินไปทางเดียวกันทุกคนไม่ได้หรอก  ไม่ว่าจะมีผู้นำให้ปฎิบัติแบบไหน  ท่านก็เลือกตามจริตของท่านก็แล้วกัน
อัตรา

15 มิถุนายน 2553, 00.09 น.

เคยฝึกปฎิบัตร มาแล้ว19ปี ไม่มีใครสอนใช้หนังสือสอน ลองแล้วลองอีก หลงแล้วหลงอีก ไม่สามารถคงความว่างได้ เพิ่งจะมารู้ ทุกท่านขอให้ระวังสติให้ดีนะครับ
ขอยืนยันว่าที่ทานพูดถูกทุกประการครับ
อนิจจัง

29 มิถุนายน 2553, 16.45 น.

จากการที่เคยสงสัยและได้พิจารณาความแตกต่างของสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นทั้งในตัวเราและรอบตัวเรามาตั้งแต่วัยเด็ก จึงได้ตั้งถามกับตัวเองมาตลอดว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ แต่ก็ก็หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลยสักครั้ง จนกระทั่งเติบโตขึ้นได้ศึกษาธรรมด้วยวิธีอ่านและฟังจากสื่อต่างๆ จึงได้รู้ว่า การปฏิบัติธรรมนั้นก็เพื่อเป็นการเรียนรู้ความจริงของชีวิตตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ อันดับแรกเราจะต้องเรียนรู้หลักธรรมของพระองค์ให้เข้าใจเสียก่อนว่าพระองค์สอนอะไร เพื่ออะไร ซึ่งจะทำให้เราเดินไปสู่เป้าหมายของหลักคำสอนโดยไม่หลงทาง จากนั้นจึงได้น้อมนำมาทดลองปฏิบัติตามแนวทางนั้นเพื่อให้รู้และเห็นด้วยตนเอง แล้วเราจะเห็นว่าความรู้ที่จำเป็นที่สำคัญที่สุดก็คือ การได้รู้จิตรู้ใจของเราเองว่าปัจจุบันนี้สภาพจิตใจของเราเป็นอย่างไร เศร้าหมองหรือผ่องใส มีกิเลสตัวไหนอยู่ในใจเราบ้าง เมื่อเรารู้ความจริงของตัวเราแล้ว เราจะแก้ไขดัดแปลงอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของเรา การสัมผัสความรู้สึกตัวอยู่กับกายและใจของเราเนี่ย ดูคล้ายกับว่ามันปลอดภัยดีนะ เหมือนมีที่อาศัย มีที่พึ่ง เวลาใดที่เราจะหลง เราก็ไม่หลง เพราะได้สัมผัสกับสติ สัมผัสกับความรู้สึกตัว ได้รู้ว่าความโกรธเป็นอย่างไร ความหลงเป็นอย่างไร เปรียบเหมือนคนเราที่เห็นกันนานๆ คบกันนานๆ แทนที่เราจะเห็นกันเฉยๆ รู้จักหน้าตากันเฉยๆ มันไม่ใช่แค่นั้นนะ ถ้าเราพิจารณาดูให้ดีมันเกี่ยวข้องกันมากกว่านั้นอีก คือมันจะเข้าไปรับผิดชอบ ป้องกัน คุ้มครองและช่วยเหลือกัน อย่างเช่น สามีภรรยา แต่ก่อนก็เป็นลูกคนอื่น ลูกสาวคนอื่น ลูกชายคนอื่น พอมาอยู่ด้วยกันนานๆ ก็เหมือนเป็นคนคนเดียวกัน แล้วเขาก็จะปกป้องคุ้มครองรักษาซึ่งกันและกัน โดยไม่ต้องไปขอร้องแต่มันจะกลายเป็นหน้าที่โดยอัตโนมัติ ธรรมะก็เช่นกันนะ ถ้าเราคบกับธรรมะหรือคบกับความรู้สึกตัวนานๆ มันก็จะกลายเป็นอย่างนั้นเช่นเดียวกัน นี่คือหลักของการภาวนาเพื่อนำเราไปสู่การเกิด..ปัญญาธรรม..นั่นเอง!!!
คนเชียงดาวที่ไปวัดบ่อยจ้า

12 กรกฏาคม 2553, 00.14 น.

ไม่ต้องสงสัย ให้ไปลองฟังและปฏิบัติ นะค่ะ คนกิเลสหนาปึก อย่างดิฉัน มันเบาบาง เจือจางลงหลังจากฟังซีดีหลวงพ่อปราโมทย์ และปฏิบัติ+ภาวนา มา6-7เดือน ธรรมแท้ ย่อมออกมาจากใจ และเข้าไปในใจ ได้อย่างไม่ต้องสงสัย
* * *