ไตรสรณคมน์-ไตรสิกขา

สำหรับคำว่า ‘ไตรสรณคมน์' และ ‘ไตรสิกขา' นั้น ผู้ที่ไม่ได้เรียนรู้ศึกษาเกี่ยวกับพุทธศาสนา มักจะเข้าใจไขว้เขวกัน ดังนั้น เพื่อให้เข้าใจได้ถูกต้องชัดเจนยิ่งขึ้น จึงขอนำคำอธิบายของศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.กาญจนา นาคสกุล ที่บอกไว้ในรายการ ‘ภาษาไทย-ภาษาธรรม' ซึ่งได้เคยออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๑๑ (แต่ปัจจุบันรายการนี้ไม่มีแล้ว) มาบอกเล่าไว้ที่นี่อีกครั้ง

ไตรสรณคมน์
ใน พิธีกรรมทางพุทธศาสนา เมื่อชาวพุทธกล่าวคำขอศีลจากพระสงฆ์ ก่อนที่พระสงฆ์จะกล่าวคำให้ศีล ท่านจะกล่าวคำนมัสการคือ ตั้งนโม ๓ จบ แล้วกล่าวนำว่า "พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ" เป็นต้น ให้ผู้ที่ขอศีลว่าตาม การกล่าวขอถึงพระรัตนตรัยนี้เรียกว่า "ไตรสรณคมน์"

ไตรสรณคมน์ มาจากคำ ๓ คำ คือ ‘ไตร' แปลว่า สาม ‘สรณ' แปลว่า ที่พึ่ง ‘คมน์' แปลว่า การถึงแปลรวมกันว่าการถึงพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก

พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ แปลว่า ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเป็นที่พึ่ง การที่ชาวพุทธกล่าวคำขอพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งนี้ เพราะพระพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐด้วยพระคุณ คือ พระปัญญาคุณ พระวิสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ เมื่อชาวพุทธกล่าวคำระลึกถึงพระพุทธเจ้าดังนี้แล้ว จะทำให้เกิดศรัทธาเชื่อมั่นในพระพุทธคุณ

ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ แปลว่า ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง การที่ชาวพุทธกล่าวคำขอพระธรรมเป็นที่พึ่ง เพราะพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เป็นคำสอนประเสริฐด้วยพระคุณ คือ คุ้มครองรักษาผู้ปฏิบัติไม่ให้เป็นคนชั่ว เมื่อชาวพุทธกล่าวคำระลึกถึงพระธรรม จะทำให้เกิดความศรัทธาเชื่อมั่นในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ แปลว่า ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง เพราะพระสงฆ์เป็นผู้ประเสริฐด้วยคุณความดี เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง เมื่อชาวพุทธกล่าวคำระลึกถึงพระสงฆ์แล้ว จะทำให้เกิดความศรัทธาในความบริสุทธิ์ และการปฏิบัติของพระสงฆ์ ผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา

การปฏิญาณขอรับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งนี้ เรียกว่า ไตรสรณคมน์

ไตรสิกขา
ไตรสิกขา มาจากคำว่า ไตร กับ สิกขา ‘ไตร' แปลว่า สาม ‘สิกขา' แปลว่า บทเรียน ไตรสิกขาจึงแปลว่า บทเรียน ๓ บท หมายถึง หลักปฏิบัติใหญ่ๆ ๓ ประการ ซึ่งทางพระพุทธศาสนาเชื่อว่า หากใครปฏิบัติตามได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ผู้นั้นก็จะสามารถดับทุกข์ในชีวิตได้อย่างสิ้นเชิง หลักทั้ง ๓ นั้นคือ ศีล สมาธิ ปัญญา

หลักปฏิบัติข้อที่ ๑ คือ ศีล หมายถึง การควบคุมความประพฤติทางกายและวาจา งดเว้นการทำร้าย การเบียดเบียนผู้อื่น และเบียดเบียนทำร้ายตนเอง ศีลที่สำคัญของชาวพุทธทั่วไปคือ ศีล ๕

หลักปฏิบัติข้อที่ ๒ คือ สมาธิ หมายถึง การฝึกจิตให้เกิดความนิ่ง สงบเย็น

หลักปฏิบัติข้อที่ ๓ คือ ปัญญา หมายถึง การเกิดความรู้แจ้ง รู้ความจริงของโลก รู้ความจริงของชีวิต

หลัก ปฏิบัติทั้ง ๓ ข้อนี้จะเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน คือ เมื่อปฏิบัติข้อแรกสมบูรณ์ ชีวิตก็จะเป็นสุขสบาย มีความโปร่งใจ โล่งใจ ความโปร่งโล่งเบาสบายนั้นจะเป็นฐานทำให้ฝึกสมาธิได้ง่าย เมื่อจิตนิ่งสงบ ย่อมจะโน้มไปหาความจริงได้ง่าย จิตที่หยั่งเห็นความจริงย่อมตระหนักว่า ไม่มีอะไรควรยึดถือ ปัญญาซึ่งเป็นเครื่องช่วยให้หลุดพ้นจากทุกข์ก็จะเกิดขึ้น

ไตรสิกขา เป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญที่จะช่วยในการดับทุกข์ในชีวิต

......................................................

คัดลอกมาจาก ::
ศัพท์ธรรมคำวัด : ไตรสรณคมน์-ไตรสิกขา
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 มิถุนายน 2549 15:39 น.
นักเรียนธรรม

23 มกราคม 2553, 05.46 น.

คำหลัก: หลักธรรมคำสอน, ธรรมะ

ความคิดเห็น

Meditation Center Wat Umong,Chiangmai,Thailand

28 มีนาคม 2554, 16.46 น.

“ วิกฤตศาสนา : ปัญหาและทางออก ”

ในการประชุมสัมมนาทางวิชาการ
เรื่อง “ปรัชญาและศาสนา : คุณค่าและบทบาทต่อสังคมร่วมสมัย”

เนื่องในโอกาสที่ภาควิชาปรัชญาและศาสนาครบรอบ 30 ปี
คณะมนุษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
วันที่  2 - 3  พฤศจิกายน  2549

โดย
ศาสตราจารย์  ดร. เดือน   คำดี
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
กรุงเทพฯ


วิกฤตศาสนา  :  ปัญหาและทางออก
    ดร. เดือน   คำดี  

1.วิกฤตศาสนาในอดีต
      ศาสนาทั้งหลายในอดีต อุบัติขึ้นมาพร้อมสัญชาตญาณในความกลัวอันตราย กระทำการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยจากอันตราย ไม่ว่าจะเป็นอันตรายภายนอกที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมหรืออันตรายภายในอันเกิดจากความสงสัยก็ตาม ความกลัวอันตรายจึงเป็นจุดเริ่มต้นและจุดสุดท้ายของศาสนา ศาสนาที่สูญสลายไปแล้ว (Dead Religion) พัฒนาขึ้นมาด้วยความเชื่อ เริ่มจากความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์แล้วยกระดับขึ้นเป็นศาสนาเทวนิยม (Theism) ศาสนาเทวนิยมทุกระบบที่ตายไปแล้วไม่ว่าจะเกิดขึ้น ณ บริเวณลุ่มแม่น้ำไนล์ที่ชาวอียิปต์โบราณนับถือเทพเจ้ารา (Ra) ชาวเมโสโปเตเมียแห่งบริเวณลุ่มแน่น้ำไทกรีส-ยูเฟตีสนับถือเทพเจ้ามาร์ดุก (Marduk) ชาวกรีกโบราณนับถือเทพเจ้าซีอุส (Zeus) ชาวโรมันบูชาเทพเจ้าจูปิเตอร์ (Jupiter) หรือชาวมายาหรืออัชแทคแห่งทวีปอเมริกาที่ถือสุริยเทพ (Quetzalcoatl) เป็นต้นก็ตามล้วนแต่อ้างความจริงมาจากสิ่ง “ลึกลับ” ที่พิสูจน์ไม่ได้ แม้จะพัฒนาขึ้นเป็นศาสนาประจำเผ่าหรืออาณาจักร ถือว่ากษัตริย์เป็นผู้แทนเทพเจ้าบ้าง หรือเป็นบุตรของพระเจ้าบ้างก็ไม่อาจจะให้คำตอบในการดำเนินชีวิตส่วนปัจเจกชนและสังคมในด้านต่าง ๆ ได้แจ่มแจ้งไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม การเมือง หรือการทหาร แม้ทั้งการรบกับข้าศึกก็จะต้องทำพิธีการถามความเห็นหรือวิธีการปฏิบัติจากเทพเจ้าซึ่งก็คือนักบวช (Magician) นั่นเอง  ช่วยทำพิธีกรรมหาคำตอบด้วยการ “เสี่ยงทาย” หรือคำทำนายต่าง ๆ  จะต้องได้มาจากพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ ไสยศาสตร์จึงกลายเป็นด่านหน้าของศาสนาเทวนิยม  คำตอบหรือคำทำนายที่ได้จากพิธีเสี่ยงทายด้วยสิ่งของหรือชีวิตสัตว์ หรือแม้กระทั่งด้วยชีวิตมนุษย์กลายเป็นเทวโองการที่จะต้องเป็นวิถีทางของสังคม  พิธีกรรมการบวงสรวงบูชายัญด้วยชีวิตของทาสและเชลยจึงกลายเป็นศีลธรรม ของสังคมไป
       มนุษย์โบราณรวมตัวกันขึ้นเป็นสังคม-อาณาจักรได้ด้วยความเชื่อในเผ่าพันธุ์ หัวหน้าเผ่าเป็นผู้นำทั้งทางโลกและทางวิญญาณ กลายเป็นกษัตริย์และเทพเจ้าในเวลาเดียวกัน การสงครามเป็นกิจการสำคัญที่แสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพเจ้าของตน และต้องได้เชลยมาเป็นทาส อาณาจักรโบราณต่าง ๆ จึงนำเชลยที่แพ้สงครามระหว่างเผ่าระหว่างอาณาจักรมาเป็นทาสช่วยทำงานและเป็นของเซ่นเทพเจ้าไปด้วย ดังนั้น จุดวิกฤตของอาณาจักรจึงเนื่องมาจากจุดอ่อนของศาสนาที่มาจากความเชื่ออย่างไสยศาสตร์  ความไว้วางใจในเทพเจ้า (Dogmatic) การเกิดระบบทาส (Slave System)จุดหมายของชีวิตของผู้คนในปรโลกไม่แน่นอน  ศีลธรรมไม่ชัดเจน ตั้งอยู่บนความ “กลัวเทพเจ้า” คนดีคือคนกลัวพระเจ้า พิธีกรรมการบวงสรวงเทพเจ้ากลายเป็นศูนย์กลางแห่งกิจกรรมทั้งหมดของสังคม  การเกิดขึ้นของอาณาจักรจึงตั้งอยู่บนความเชื่อในสิ่งซึ่งไม่อาจพิสูจน์ได้  ดังนั้นเมื่อศาสนาไม่สามารถตอบคำถามด้วยเหตุผลได้อย่างแจ่มแจ้ง อาณาจักรและศาสนาโบราณเหล่านั้นก็ถึงซึ่งกาลอวสาน กลายเป็นศาสนาที่ตายและอาณาจักรที่ล่มสลายในที่สุด

2.  วิกฤตศาสนาปัจจุบัน
         แม้ศาสนาทุกศาสนาเริ่มจากความสำนึกในความเป็นมนุษย์ มีจุดหมายร่วมกันคือการแก้ปัญหาอันตรายของมนุษย์ แต่เมื่อศาสนากลายเป็นสถาบันแล้วทำให้ศาสนาติดอยู่กับความเชื่อในสิ่งนอกตัว เชื่อต่ออัตตาที่อยู่นอกเหนือศักยภาพของตนเองว่าเป็นองค์พระผู้สร้างโลกสร้างชีวิตและสร้างสรรพสิ่ง (Creator) ถูกสถาปนาให้เป็นสิ่งลึกลับและเทพเจ้า (God) ศักดิ์สิทธิ์  ความเชื่อเรื่องเทพเจ้ากลายเป็นศูนย์กลางปฏิบัติต่อโลกและชีวิตเทพเจ้าอยู่เหนือความเป็นมนุษย์ ซึ่งแสดงออกทางพิธีกรรมที่อ้างว่า “ศักดิ์สิทธิ์” ในศาสนาประเภท เทวนิยมทุกระบบ
       ตั้งแต่ยุคกลางของยุโรปเมื่อได้เกิดรัฐและอาณาจักรต่าง ๆ ขึ้นมาทั้งทางตะวันตกและตะวันออก   ศาสนายูดาห์ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาเปอร์เซีย ศาสนาฮินดู ศาสนาสิกข์ และศาสนาชินโต เป็นต้น ในฐานะเป็นศาสนาประเภทเทวนิยมของรัฐและอาณาจักรต่าง ๆ เหล่านั้น  ได้ถูกเปลี่ยนจุดหมายดั้งเดิมของตนคือเพื่อความปลอดภัยในวิญญาณของแต่ละคนได้ถูกนำไปใช้ตอบสนองต่อจุดหมายของรัฐ เทพเจ้าต่าง ๆ ในฐานะพหุเทวนิยม (Polytheism) ถูกกำหนดขึ้นให้มีเทพประมุขคือเป็นหัวหน้าเทพทั้งปวงกลายเป็นเอกเทวนิยม (Monotheism) หรือเทพเจ้าแห่งรัฐแต่เพียงองค์เดียว ผู้นำศาสนาและกษัตริย์ได้นำอุดมการณ์และกิจการด้านต่าง ๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เป็นต้น ไว้ในเทพเจ้าแห่งรัฐ  โดยอ้างว่าเพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพของคนในรัฐ เทพเจ้ากลายเป็นเงื่อนไขมาตรฐานศีลธรรมและเครื่องประกันเอกราชและอธิปไตยของอาณาจักรไปโดยปริยาย กษัตริย์ รัฐ และเทพเจ้ากลายเป็นเรื่องเดียวกัน จุดหมายของศาสนากลายเป็นจุดหมายของรัฐ ซึ่งเป็นการมองข้ามความปลอดภัยทางวิญญาณของมนุษย์แต่ละคน จึงก่อให้เกิดกิจการเพื่อพระเจ้า “สงครามศาสนา” เช่น สงครามครูเสด 200 ปี หรือสงคราม 30 ปีระหว่างนิกายแคธอริค กับนิกายโปรเตสแตนท์  หรือเกิดคติ “ดาบคือกุญแจไขไปสู่สวรรค์” ของกองทัพอิสลาม นำโดยศาสดา นบีมุฮัมหมัด ในปี ค.ศ. 624  ซึ่งเข้าโจมตีนครเมกกะ อย่างดุเดือด จนได้รับชัยชนะและสถาปนาศาสนาอิสลามขึ้น  ศาสนาแพร่ไปในที่ใด ก็นองเลือดล้มตาย ถูกจับเป็นเชลย บังคับให้เป็นทาส  กดขี่ข่มเหง ขูดรีด และเบียดเบียน ในตะวันออกกลาง ศาสนาอิสลามแปลว่า สันติ หรือความสงบ แต่พระเจ้าถูกอ้างเพื่อรักษาเกียรติและความยิ่งใหญ่ของพระองค์ มุสลิมจึงต้องทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ (Holy War) กับคนนอกศาสนา หรือแม้แต่กับคนในศาสนาอิสลามต่างนิกายกันแต่ก็ต่อสู้รบกัน  ดังนั้น  การพลีชีพเพื่อพระเจ้า (Jihad) ก็เกิดขึ้น มนุษย์ พระเจ้า และสงครามกลายเป็นเรื่องเดียวกัน  กฎของศาสนากลายเป็นกฎสากลที่ใช้ควบคุมสังคมและตัดสินความถูกผิดของมนุษย์ ศาลศาสนา (Inquisition) ในศาสนาคริสต์สมัยกลางของยุโรป นักบวชเป็นผู้พิพากษา ตัดสิน ได้สั่งประหารชีวิตและเผาทั้งเป็นจำเลยความเชื่อ และผู้นอกรีตนอกศาสนา ไม่เชื่อในพระเจ้า รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย จำนวนนับหมื่นคน โดยการอ้างในนามพระเจ้า  
สถาบันศาสนานอกจากจะถูกสถาปนาให้เป็นผู้แทนของพระเจ้าบนพื้นพิภพนี้แล้ว ยังมีอภิสิทธิ์ปกครองและอยู่เหนือมนุษย์ทั่วไป แม้แต่ผู้นำรัฐจะถือว่าเป็นกษัตริย์โดยสมบูรณ์ได้จะต้องได้รับการยอมรับจากนักบวชคือ  องค์สันตะปาปา สวมมงกุฎให้ก่อน  นักบวชกลายเป็นผู้มีอำนาจเหนือมนุษย์ทั้งปวง ให้โทษ การตัดขาดจากศาสนา ให้คุณ การอภัยบาปแทนพระเจ้าได้ อำนาจขององค์สันตะปาปา ได้เข้าไปบงการ และควบคุมผู้คนในแต่ละรัฐโดยไม่เกี่ยวข้องกับจุดหมายของศาสนาคือความสวัสดิภาพทางวิญญาณแต่อย่างใด  กลายเป็นเรื่องการเมือง การแสวงหาอำนาจ ในฐานะจักรวรรดินิยม ซึ่งเป็นเหตุแห่งวิกฤตการณ์ทำให้เกิดความแตกแยกในศาสนา (Great Schism) ในช่วงปี  ค.ศ. 1378 - 1417  โดยการแย่งตำแหน่งสันตะปาปา  ระหว่างรัฐอิตาลีกับรัฐฝรั่งเศส  และกลุ่มนักบวชกลุ่มอื่น จึงเกิดมีสันตะปาปา  3  องค์ขึ้นพร้อมกัน ในที่สุดศาสนจักรกับอาณาจักรก็เกิดความขัดแย้งกัน ชิงอำนาจเหนือกัน โต้ตอบกัน ผลการต่อสู้แม้ศาสนจักรได้เปรียบ กลายเป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองของทุกฝ่ายทั้งของคนป่าอนารยะและรัฐ ชาติต่าง ๆ ก็ตาม แต่ในที่สุดศาสนจักรได้ละทิ้งอุดมการณ์เดิมมุ่งการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ในโลกนี้โดยการออกล่าอาณานิคมและทำสงคราม  (ศตวรรษที่ 16) เกิดกิจการขายใบบุญและใบสารภาพบาป รวมทั้งการซื้อสวรรค์ก็เกิดขึ้นไปทั่วศาสนจักรในยุโรป ในที่สุดก็ต้องถูกต่อต้าน ปฏิเสธ  เกิดนิกายโปรแตสแตนท์ โดย มาติน  ลูเธอร์  แม้จะมีการปฏิรูปศาสนา แต่ผลที่เกิดขึ้นก็คือความแตกแยกมากยิ่งขึ้น  ความเสื่อมศาสนากระจายไปทั่วยุโรป จึงอาจกล่าวได้ว่า ปัจจัยแห่งความเสื่อมของศาสนาในยุคกลางเกิดจากพื้นฐานแห่งความเชื่อ (Dogma) ทางศาสนาที่มีมูลระบบไม่แจ่มแจ้งและอนาคตที่ไม่ชัดเจน ศาสนาอาศัยความเชื่อในสิ่งนอกตัวมนุษย์ มองข้ามศักยภาพความเป็นคนโดยอ้างกฎสวรรค์นิรันดรมาเป็นความชอบธรรม ถือว่าเป็นข้อกำหนดอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของมนุษย์ สถาบันศาสนาได้อาศัยความเชื่อแบบนี้ดำเนินกิจการต่าง ๆ เช่น ด้านการปกครอง ด้านเศรษฐกิจ จึงกลายเป็นจักรวรรดินิยม ผูกขาดสวัสดิภาพทางวิญญาณ  ในขณะเดียวกันนักบวชเปลี่ยนจุดมุ่งหมายของศาสนาไปเพื่อตอบสนองอำนาจรัฐ แสวงหาอำนาจทางการเมือง สถาปนาตัวเองเป็นเจ้าจักรพรรดิ ที่สำคัญคือประกาศความเชื่อขัดแย้งกับระบบวิทยาศาสตร์ กฏพระเจ้าขัดแย้งกับกฎวิทยาศาสตร์ นักบวชขัดแย้งกับนักวิทยาศาสตร์ ในที่สุดเทวนิยมก็พ่ายแพ้ต่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17   ดังนั้น จึงมีคำกล่าวว่า “พอวิทยาศาสตร์ปรากฏตัวขึ้น ศาสนาเทวนิยมก็เสื่อมลง”
         เมื่อศาสนาต่าง ๆ ที่เคยได้รับความเคารพบูชาและเทิดทูนอย่างสูงส่งว่าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของชีวิตและสังคมในโลกนี้และเป็นที่ปลอดภัยของวิญญาณในปรโลก ต่อมาเมื่อนักบวชในศาสนามัวเมาเหลิงอำนาจทางโลกและลาภยศสรรเสริญ ธุรกิจศาสนาซื้อขายแม้กระทั่งบุญและบาปและศรัทธาของมหาชน เรียกร้องการพลีชีพเพื่อพระเจ้า ศาสนากลายเป็นแหล่งปลุกระดมสงครามทั้ง ๆ ที่ประกาศว่าศาสนาคือสันติภาพ   สถาบันศาสนากลายเป็นกองทัพของนักรบศาสนาที่ประกาศตนว่ามีนักบวช แต่นักบวชทนต่ออำนาจของกิเลสตัณหาไม่ได้ ประพฤติตนเยี่ยงนักรบศักดิ์สิทธิ์เลยถูกผลักดันให้ตกลงมาอยู่ในฐานะจำเลยของสังคม ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นสถาบันที่ล้าสมัย มีความประพฤติเป็นเผด็จการ แหล่งเพาะเชื้อแห่งสงคราม นักรบที่โง่เขลา ดังนี้เป็นต้น นำพาสังคมหลงทางสู่ความมืดบอดทางปัญญา  ด้วยสาเหตุ  3  ประการคือ  1)  สันติภาพไม่มีในศาสนา  2)  สถาบันนักบวชหรือองค์กรศาสนาทิ้งอุดมการณ์ของตนเองและ  3)   ประชาชนเสื่อมศรัทธาละทิ้งศาสนา   อย่างแรกสันติภาพในแต่ละศาสนาแตกต่างกัน อย่างที่สองเนื่องจากนักบวชซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบศาสนาไม่ซื่อสัตย์ต่ออุดมการณ์ศาสนา ซึ่งเป็นความเสื่อมที่เกิดขึ้นจากภายใน และอย่างที่สามผู้คนเบื่อศาสนาทำให้เกิดช่องว่างระหว่างศาสนากับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาเทวนิยม (Theism) ทุกระบบ พ่ายแพ้ต่อพลังความรู้วิทยาศาสตร์ทำให้ประชาชนหันหลังให้ศาสนาแล้วบ่ายหน้าไปพึ่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นั่นก็คือการค้นพบกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 16-17 เป็นการประกาศศักยภาพของมนุษย์และเป็นการแสวงหาที่พึ่งใหม่ที่พิสูจน์ได้ เน้นการปลดปล่อยมนุษย์จากพันธนาการแห่งความเชื่อ (Dogma) และไสยศาสตร์ นิทเช่ (Fridrich Nietszche 1844-1900) จึงประกาศว่า “พระเจ้าตายแล้ว (God is dead)” นี้คือการแสดงให้เห็นว่าศาสนาหมดคุณค่าต่อสังคมไม่ได้เป็นที่พึ่งของสังคมต่อไป จึงหันหน้าไปพึ่งวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นผลงานของมนุษย์โดยตรง
         วิกฤตการณ์เหล่านี้ทำให้สถาบันศาสนาถูกกำหนดบทบาทของตนให้อยู่จำกัดเฉพาะในโบสถ์และกำแพงวัด ใช้นรกเป็นคำขู่ ยกสวรรค์เป็นคำปลอบโยน  คอยรับส่วนบุญและลาภสักการะที่ผู้มีศรัทธาหยิบยื่นให้ จำนนอยู่กับความล้าหลังจึงถูกตำหนิว่า “เป็นถังขยะของสังคมบ้าง” “เป็นแหล่งปลุกระดมและเพาะเชื้อสงครามบ้าง” ส่วนวิทยาศาสตร์ได้ก้าวหน้าไปไกลอย่างไม่หยุดยั้งและได้ทิ้งกากเดนปัญหาเอาไว้ให้สถาบันศาสนาคอยรับไว้และตามแก้อย่างไร้ทิศทาง ความเป็นสถาบันที่นำสังคมได้กลายเป็นอดีตที่ล้มเหลวไปเสียแล้ว
          ปัจจุบันสังคมถูกกำหนดอนาคตด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี แต่ชีวิตผู้คนก็หมดอิสรภาพเหมือนกัน จากผลพวงของวิทยาศาสตร์ทำให้สังคมเกิดความเครียดในจิตใจ ไม่มีความสุข ที่พึ่งใหม่ก็ไม่ปลอดภัย จะหันกลับไปหาศาสนาอีกก็ไม่แน่ใจจึงเกิดความสงสัยลังเลใจตลอดเวลา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเกิดช่องว่างระหว่างศาสนากับประชาชน เพราะศาสนาเทวนิยมทั้งหลายทิ้งอุดมการณ์และไม่ตอบสนองต่อชีวิตแห่งความเป็นมนุษย์

3. พระพุทธศาสนาไม่เคยว่างเว้นจากวิกฤต
         พระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นในชมพูทวีปท่ามกลางความขัดแย้งของลัทธินิกายต่าง ๆ คือความขัดแย้งระหว่างสัสสตทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิ การแข่งขันกันระหว่างลัทธิสมณะกับลัทธิพราหมณ์ซึ่งต่างฝ่ายต่างห้ำหั่นหักล้างซึ่งกันและกัน ลัทธิต่าง ๆ อาทิ ลัทธินยายะมีฤๅษีโคตมะเป็นเจ้าลัทธิ ลัทธิโวเศษิกะมีฤๅษีกณาทะเป็นหัวหน้า ลัทธิสางขยะมีฤๅษีกบิลเป็นครูสอน ลัทธิโยคะมีปตัญชลีเป็นศาสดา ลัทธิมีมางสามีไชมินิเป็นผู้สถาปนาขึ้น ลัทธิเวทานตะมีพาทรายณะเป็นอาจารย์สอน และยังมีศาสดาเจ้าลัทธิอื่น ๆ ในสมัยเดียวกันนี้เช่น ปุรณกัสสปะ มัคขลิโคสาละ อชิตเกสะกำพล ปกุธกัจจายนะ สัญชัยเวลัฏฐบุตร และมหาวีระศาสดาแห่งศาสนาเชน เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นเจ้าลัทธิมีทิฏฐิแตกต่างกันและแข่งขันกันอยู่อย่างดุเดือด ลัทธิเหล่านั้นได้แตกแยกออกเป็นค่าย ๆ อีกมากซึ่งเป็นบรรยากาศทั่วไปในชมพูทวีปในเวลานั้น พระพุทธเจ้าประสูติมาในโลกท่ามกลางความผิดพลาดทางความคิดและการปฏิบัติของลัทธิเหล่านั้น และพอประสูติพระบาทแตะดอกบัวบนพื้นพสุธาไม่ถึงนาทีก็ทรงยกพระหัตถ์ก้าวเดินพร้อมกับประกาศว่า  “อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส  เชฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส  เสฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส   “เราผู้เป็นเลิศแห่งโลก เราเป็นพี่ใหญ่แห่งโลก เราเป็นผู้ประเสริฐสุดแห่งโลก”  นี้คือความยิ่งใหญ่ของมนุษย์ผู้มีพระชนม์ยังไม่ถึงชั่วโมง ประกาศต่อมวลสรรพสัตว์ทั้ง 3 โลก เป็นการปฏิวัติศาสนา ความเชื่อและวิถีชีวิตของมนุษย์ชาติ ทำให้โลกธาตุทั้ง 3 สะเทือนหวั่นไหว ผู้คนทั่วไปในชมพูทวีปก็ดี พระราชามหากษัตริย์ในรัฐแต่ละรัฐก็ดี ต่างแซ่ซ้องสรรเสริญสาธุการ แต่นั่นหมายถึงความอับแสงแห่งลัทธิและศาสนาทั้งหลายในชมพูทวีป และพระพุทธเจ้ากลายเป็นปฏิปักษ์ของเจ้าลัทธิเหล่านั้นไปด้วย
         กองทัพธรรมประกาศคำสอนของพระพุทธองค์รุกก้าวหน้า จากป่าเข้าสู่เมืองตามลำดับ เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของสังคมชมพูทวีปจากความเห็นผิดว่าอัตตานิรันดรและชีวิตเป็นของขาดสูญเข้าสู่คลองแห่งสัมมาทิฏฐิ  การประกาศพุทธธรรมโดยการเปลี่ยนความเชื่อเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นสาเหตุแห่งวิกฤตการณ์ของลัทธิศาสนาต่าง ๆ ซึ่งนำไปสู่การลงมือโค่นล้มพระพุทธองค์ เพราะการเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นเหตุแห่งความเสื่อมสลายของลัทธิอื่น ๆ  เพราะการอุบัติขึ้นของพุทธศาสนากลายเป็นความวิบัติของศาสนาอื่น ๆ พระพุทธองค์จึงตกอยู่ในวงล้อมแห่งศัตรูมุ่งทำลายทั้งจากภายในและภายนอกมาตั้งแต่เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่แล้ว เริ่มจากศัตรูภายในพระพุทธศาสนาเอง พระเทวทัตและพรรคพวกกลายเป็นกบฏ  มีการชักชวนพระเจ้าอชาติศัตรูให้เข้าข้างฝ่ายตน ปล่อยช้างตกมันเข้าทำร้าย รวมทั้งกลิ้งก้อนหินทับพระบาท เป็นต้น ส่วนศัตรูภายนอกพุทธศาสนา พวกเดียรถีย์ทั้งหลาย นอกจากได้ส่งสานุศิษย์ไปรุกรานพระพุทธองค์ด้วยการถามปัญหาบ้าง ข่มขู่บ้าง ส่งสตรีไปใส่ความบ้าง ฆ่าทิ้งแล้วสร้างเหตุให้คนเข้าใจว่าพระพุทธองค์เป็นฆาตกรบ้าง รวมทั้งพวกพราหมณ์เจ้าทิฏฐิทนดูไม่ได้ไปท้าพระพุทธองค์โต้วาทะบ้าง พระพุทธองค์ถูกทำร้ายเบียดเบียนทั้งจากภายในและภายนอกนานาประการ แต่ก็ไม่ทรงหนีเหตุนั้น ๆ เลย ทรงต่อสู้ระงับเหตุนั้น ๆ ด้วยพระองค์เอง  มีบันทึกไว้  ดังนี้
1. ทรงผจญภัยพระยามารและเสนามารก่อนการตรัสรู้ ทรงแก้ได้ด้วยทานบารมี
2. ทรงผจญภัยอาฬวกยักษ์ดุร้ายและเหี้ยมโหด ทรงแก้ได้ด้วยขันติบารมีธรรม
3. ทรงผจญภัยช้างนาฬาคีริง ซึ่งตกมันวิ่งเข้ามาจะทำร้ายพระองค์ขณะเที่ยวบิณฑบาตตามแผนการของพระเทวทัต ทรงแก้ได้ด้วยเมตตาบารมีธรรม
4. ทรงผจญภัยโจรองคุลิมาลผู้เหี้ยมโหดฆ่าคนเอานิ้วมือทำพวงมาลัย ทรงแก้ไขด้วยฤทธานุภาพ
5. ทรงผจญภัยสตรีมารนางกิญจิมาณวิกา สาวิกาของลัทธินิครนถ์ กล่าวตู่ใส่ร้ายด้วย
อสัทธรรม ทรงแก้ไขด้วยสันติธรรมในพระทัย
6. ทรงผจญภัยสัจนิครนถ์ท้าทายโต้วาทะเพื่อล้มล้างศาสนา ทรงแก้ไขด้วยพระปัญญาบารมี
7. ทรงผจญภัยนันโทปนันทนาคราชที่มั่นใจว่าตนมีฤทธานุภาพมากยิ่งกว่า พระพุทธองค์ทรงแก้ไขด้วยทรงส่งพระโมคคัลลานะพุทธสาวกไปแสดงฤทธานุภาพที่เหนือกว่า
8. ทรงผจญภัยพระพรหมเจ้าทิฏฐิว่าตน (อัตตา) มีความเป็นนิรันดร ปฏิเสธอนัตตา ทรงแก้ไขด้วยเดชแห่งพุทธญาณ  
เหตุการณ์อื่น ๆ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงเช่น เรื่องครหทินเศรษฐีกลั่นแกล้งขุดหลุมเพลิงดักทางเสด็จหรือบางครั้งมีเหตุการณ์ภายในภิกษุเมืองโกสัมพีแตกแยกกัน ทรงแก้ไขด้วยเสด็จปลีกวิเวกแต่พระองค์เดียวมีช้างและลิงเป็นอุปัฏฐาก บางครั้งชาวเมืองถูกเจ้าลัทธิอื่นยุยงปลุกระดมขับไล่พุทธสาวกที่ไปบิณฑบาตจนพระอานนท์ทนไม่ได้ ทูลเสด็จหนีไปเมืองอื่น แต่ทรงตรัสสอนว่า “ดับปัญหาต้องดับที่เหตุ เพราะธรรมทั้งหลายมีเหตุเป็นแดนเกิด”  ก็ทรงแก้ปัญหาและชนะด้วยธรรมวิชัยทุกครั้ง ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชได้ยึดถือเป็นแนวทางการปกครองต่อมา

4.  วิกฤตการณ์หลังพุทธปรินิพพาน
เพียงมีข่าวการพุทธปรินิพพานเท่านั้นก็เกิดกบฏภายในพุทธจักรโดยพระเฒ่าชื่อสุภัททะกล่าวจ้วงจาบพระธรรมวินัย จึงต้องมีการปฐมสังคายนา ผ่านพุทธปรินิพานไป 100 ปี ก็เกิดความแตกแยกขึ้นในองค์การคณะสงฆ์ มีการแก่งแย่งชิงลาภสักการะในพระศาสนจักรจนต้องมีการแก้ไขโดยทำสังคายนาอีก ผ่านไปอีก 300 ปี ก็เกิดปัญหาความเสื่อมจากบุคคลภายนอกปลอมบวชในพุทธศาสนาเพื่อหาลาภสักการะ ร้อนถึงพระเจ้าอโศกมหาราชต้องเข้าไปแก้ปัญหาโดยทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ในการทำสังคายนาครั้งที่ 3 ขึ้นเพื่อชำระอธิกรณ์สงฆ์และเผยแพร่พระพุทธศาสนาไปยังนานาชาติ
         ตลอดเวลาหนึ่งพันปีหลังพุทธปรินิพพาน พวกพราหมณ์และเดียรถีย์ทั้งหลายเมื่อทำลายพระพุทธศาสนาไม่ได้โดยตรงก็ใช้วิธีใหม่มาเป็นการเลียนแบบดูดกลืนปลอมปนหลักธรรมในพุทธศาสนาโดยสร้างเรื่องอวตาร อหิงสา และเรื่องกรรม เป็นต้น ทำให้พุทธศาสนาเกิดสัทธรรมปฏิรูปอ่อนแอลง  ในคัมภีร์วิษณุ บุราณะ ซึ่งเป็นที่มาการกล่าวอ้างว่าพระพุทธเจ้าเป็นอวตารปางที่ 9 ของพระนารายณ์ กล่าวหาว่า “พระพุทธเจ้าเป็นมหาโมหะ นักลวงคนให้หลงเชื่อด้วยมายากล ผู้ซึ่งอุบัติมาในโลกก็เพื่อหลอกลวงมารให้หลง ได้สอนหลักอหิงสาและนิพพาน ชักนำประชาชนให้ละเว้นจากพิธีกรรมทางพระเวท ในที่สุด มหาโมหะนั้นจะต้องถูกเทพเจ้าทั้งหลายทำลาย”  นอกจากนั้นแล้วยังมีบุคคลต่าง ๆ ของฮินดูออกมาทำลายพุทธศาสนา เช่น กุมาริล ได้ยุยงให้พระเจ้าสุทธันวัน แห่งนครอุชเชนีทำลายชาวพุทธอย่างดุเดือดรุนแรง ศังกราจารย์ เขียนหนังสือ อรรถกถาพรหมสูตร กล่าวโจมตีพระพุทธเจ้าว่า “เป็นศัตรูของประชาชน ได้สอนสิ่งที่ขัดแย้งกันเองและสับสน” พระเจ้าปุษยมิตรสุงคะ กษัตริย์ฮินดูได้ล้มล้างพระพุทธศาสนาโดยออกกฎหมายว่า จะให้รางวัล 100 ดีนาร์แก่ผู้ตัดศีรษะพระภิกษุรูปหนึ่งมาให้ พระภิกษุสงฆ์กลัวภัยจึงแตกหนีจากแคว้นมคธไปยังแคว้นอื่นมี คันธาระ กัสมีระ และไปทางอินเดียใต้ เป็นต้น ในที่สุดวัดวาอารามแคว้นมคธ (เมื่อประมาณ 3 ปีก่อนคริสตศักราช) ก็ว่างเปล่าจากพระภิกษุสงฆ์  และเมื่อพุทธศาสนาเสื่อมสูญไปแล้ว พวกพราหมณ์ ฮินดู ก็เข้ายึดครองพุทธสถาน เช่น พระวิหารและเจดีย์ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พราหมณ์เข้ายึดเอาศิวลึงค์ไปครอบแท่นบูชาในพระสถูปและในที่อื่น ๆ ก็ทำเช่นเดียวกัน แม้ชาวพุทธจะฟ้องร้องต่อศาลสูงสุดขอสิทธิเข้ากราบไหว้บูชาบ้างก็ถูกตัดสินให้แพ้ทุกครั้ง
          ความเสื่อมอันเนื่องมาจากสถาบันสงฆ์ในพระพุทธศาสนาถูกทำลาย พระสงฆ์ในอินเดียต้องดำเนินชีวิตในลักษณะที่เอาตัวรอด พระศาสนาอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม จะเห็นได้จาก (พ.ศ. 1172)  พระถั๋งซัมจั๋ง หรือหลวงจีนเฮี้ยนจัง เดินทางไปสืบศาสนาที่อินเดีย ได้พบสภาพความเสื่อมโทรมของพระพุทธศาสนาแล้วบรรยายว่า “พระพุทธศาสนาในแคว้นสินธุ ปากีสถาน พระภิกษุใช้ชีวิตแบบชาวโลกและไม่ถูกต้องพระธรรมวินัย พระเหล่านั้นเกียจคร้าน เป็นคนที่ไร้ค่า และเที่ยวเตร่ ถึงแม้ว่าพระเหล่านั้นจะห่มผ้ากาสาวพัตร์ แต่ก็ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เลี้ยงปศุสัตว์ และมีลูกเมีย...” และ (ในปี พ.ศ. 1214)  หลวงจีนอี้จิง เดินทางไปอินเดียภายหลังก็ได้พบสภาพไม่แตกต่างกัน ได้บันทึกไว้ว่า  “วัดส่วนมากในอินเดียทำไร่ เลี้ยงวัว และมีคนรับใช้ในวัด บางวัดก็ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ยอมแบ่งผลิตผลให้ใคร และวัดมีทรัพย์สินสมบัติมากมาย มียุ้งฉางเต็มไปด้วยข้าวเปลือกที่เสีย มีคนใช้หญิงชาย มีเงินทองและทรัพย์สมบัติที่เก็บเอาไว้เฉย ๆ โดยไม่ใช้ประโยชน์อะไรจากมันเลย”   และในประวัติศาสตร์ แคชเมียร์ ก็กล่าวถึงสภาพพระพุทธศาสนาเสื่อมโทรมว่า “ในวิหารที่พระนางยูกะเทวี ของพระเจ้าเมฆะวาหนะ ได้สร้างขึ้นให้กับพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนานั้น ครึ่งหนึ่งของวิหารจัดให้เป็นที่อยู่ของพระที่มีความประพฤติดี ไม่มีเมีย  ส่วนอีกครึ่งหนึ่งของวิหาร จัดให้เป็นที่อยู่ของพระที่มีลูกเมีย และมีทรัพย์สินสมบัติ...”  ดังนี้เป็นต้น
          เหตุการณ์อื่น ๆ ที่เป็นเรื่องการทำลายพุทธศาสนานั้น  ศาสนาเทวนิยมไม่ว่าศาสนาคริสต์ อิสลาม แม้อุบัติขึ้นในดินแดนไกลแสนไกลก็ยังอุตส่าห์มาทำลายพระพุทธศาสนาจนสูญสิ้นจากชมพูทวีปได้ ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 12  กษัตริย์อิสลามชาวอาฟกานิสถาน ได้กรีฑาทัพโจมตีประเทศอินเดียถึง 18  ครั้ง แต่ละครั้งได้กวาดล้างพุทธศาสนิกชนทั้งพระสงฆ์และฆราวาสอย่างรุนแรง ทำลายพุทธศาสนสถานในที่ต่าง ๆ ที่กองทัพไปถึง การทำลายที่ย่อยยับที่สุดเมื่อ บักตยาร์ ชัลจิ แม่ทัพอิสลามเข้าโจมตีแคว้นมคธ (พุทธศตวรรษที่ 17) ได้ทำลายมหาวิทยาลัยวิกรมศิลา ริมฝั่งแม่น้ำคงคาอันเป็นที่ตั้งของวัดจำนวน 108 วัด ซึ่งเป็นศูนย์การศึกษาของพุทธศาสนา มีพระนักศึกษานับหมื่น อาจารย์สอน 800 คน และเผามหาวิทยาลัยนาลันทาซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุด และมีชื่อเสียงที่สุดก็ได้ถูกทำลายลงด้วยการฆ่าและ เผาผลาญกลายเป็นเมืองร้าง ราบพนาสูญในเวลาเดียวกัน ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า  ที่นาลันทา มีหอสมุดใหญ่ถึง 3 อาคาร หลังหนึ่งชื่อว่า รัตนอาคาร สูง 9 ชั้น อีก 2 หลัง ชื่อรัตโนทธิ และรัตรัญชกะ  มีบันทึกเรื่องราวการเผาหอสมุดหลังหนึ่งว่า กว่าจะหมดก็ไหม้อยู่เป็นเดือน นักประวัติศาสตร์มุสลิมบันทึกไว้อย่างภาคภูมิใจว่า  “กลางเมืองนั้น มีวิหารหนึ่ง ซึ่งใหญ่โตและมั่นคงแข็งแรงยิ่งกว่าวิหารอื่นทั้งหลาย อันไม่อาจบรรยาย หรือพรรณนาให้เห็นภาพได้ ดังนั้น สุลต่านจึงเขียนแสดงความรู้สึกทึ่งไว้ว่า : “ถ้าบุคคลผู้ใดปรารถนาจะสร้างอาคารที่ใหญ่โตอย่างนี้ เขาจะมิอาจทำสำเร็จได้ หากมิใช้ทรัพย์เป็นแสนเหรียญแดง และถึงแม้จะใช้ช่างที่ชำนาญมีความสามารถที่สุด ก็จะต้องใช้เวลาสร้างถึง 200 ปี...”  “แล้วสุลต่านก็ออกคำสั่ง ให้เอาน้ำมันจุดไฟเผาวิหารทุกแห่งเสียให้ราบเรียบเสมอผืนแผ่นดิน...อิสลามหรือความตาย (อย่างใดอย่างหนึ่ง) เป็นทางเลือกที่มหะมุดมอบให้แก่คนทั้งหลาย...ผู้ที่อาศัยอยู่ในที่นั้นเป็นพราหมณ์ศีรษะโล้น (คือพระภิกษุ) คนเหล่านั้นถูกสังหาร   ณ ที่นั้น ได้พบหนังสือจำนวนมากมาย และเมื่อชาวนักรบมูฮัมมัดได้เห็น จึงให้เรียกหาคนมาอธิบายเนื้อความ แต่คนเหล่านั้นได้ถูกฆ่าตายเสียหมดแล้ว  ปรากฏว่า เมืองทั้งหมดนั้นคือสถานศึกษาแห่งหนึ่ง... ประชาชนทั้งหลายนั้น บ้างก็ถูกเผา บ้างก็ถูกฆ่า... ข้อนี้เป็นหลักการแห่งบรรพบุรุษทั้งหลายของข้าฯ นับแต่สมัยแห่งอาซาดุลลา ฆาลิบ จนถึงบัดนี้ ให้เปลี่ยนคนที่ไม่มีศรัทธาทั้งหลาย ให้หันมาถือพระผู้เป็นเจ้าพระองค์เดียว และพระศาสนาแห่งมุซุลมาน ถ้าคนเหล่านั้นยอมรับนับถือศาสนาของเรา ก็ถูกต้องและเป็นการดี แต่ถ้าเขาไม่ยอมรับ เราก็ลงดาบสังหารเขา...  กองทัพของมูฮัมมัดได้เริ่มฆ่าฟันสังหาร ทั้งข้างขวา ทั้งข้างซ้าย โดยมิต้องปรานี จนทั่วผืนแผ่นดินอันสกปรกนั้น เพื่ออิสลามและโลหิตก็ได้หลั่งไหลดังสายธาร เหล่านักรบได้ขนรวมเอาทองและเงินมากมายสุดจะคิดคำนวณได้...  หลังจากฟาดฟันสังหารสุดจะคณนานับได้ มือของท่านและเหล่าสหายก็นับมูลค่าแห่งทรัพย์สินที่ได้ขนรวมมา จนเหน็บจนชาไป เมื่อได้มีชัยโดยสมบูรณ์แล้ว ท่านก็กลับมาเล่าแถลงเรื่องราวแห่งชัยชนะที่ได้มาเพื่ออิสลามทุกคน ไม่ว่าผู้ใหญ่ผู้น้อย  ก็ได้พร้อมกันแสดงความชื่นชมยินดี และขอบคุณพระเจ้า”   นาลันทาเป็นปราการสุดท้ายของพุทธศาสนาในอินเดียต้องสูญสิ้นลงอย่างราบคาบ   พระสงฆ์และชาวพุทธถูกฆ่าตายนับหมื่นคน   ที่รอดตายก็แตกหนีเข้าเนปาลบ้าง   ธิเบตบ้าง   และไม่มีใครกลับมาอินเดียอีกเลย พระพุทธศาสนาในอินเดียถูกถอนรากถอนโคนตั้งแต่นั้นมา

5.  วิกฤตการณ์พระพุทธศาสนาในดินแดนต่าง ๆ
1. พระพุทธศาสนาแม้จะแผ่เข้าในจีนอย่างมั่นคงตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 6 แต่ก็ยังถูกทำลายในปี พ.ศ. 1020  สมัยราชวงศ์ เว่ ฝ่ายเหนือได้มีการสำรวจจำนวนพระภิกษุและภิกษุณีสงฆ์ เฉพาะในเมืองหลวงมีวัดอยู่ 100 แห่ง ทั้งประเทศมี 6,478 แห่ง มีภิกษุ และภิกษุณีสงฆ์ทั้งสิ้น 77,588 รูป
ต่อมาในรัชสมัยของจักรพรรดิ หวู ผู้ทรงก่อตั้งราชวงศ์ เหลียง ขึ้นในปี พ.ศ. 1045 กษัตริย์องค์นี้ทรงสนับสนุนช่วยเหลืองานของพระพุทธศาสนาให้เผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง พระองค์ได้โปรดให้สร้างวัดขึ้นจำนวนมากโดยเฉพาะวัด ต้า-จือ-ตู เพื่อถวายพระมารดา และโปรดให้มีภิกษุณีอยู่ประจำถึง 400 รูป เนื่องจาก เหลียงวูตี้ ครองราชย์อยู่นานถึง 47 ปี วัดวาอารามต่าง ๆ จึงได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี
ในสมัยของจักรพรรดิ เฉียว-เหวน ก็โปรดให้สร้างวัดขึ้นหลายแห่งโดยเฉพาะวัด เย่า-กวาง นั้น เป็นวัดของภิกษุณีโดยเฉพาะ สร้างขึ้นอย่างวิจิตรงดงามเพื่อให้เป็นวัดที่ราชนิกูลหรือบรรดาเจ้าหญิงทั้งหลายได้ไปบวชเรียนอยู่อย่างสงบ
ต่อมาเมื่อจักรพรรดิ เฉียว-เหวน สิ้นพระชนม์ลงในปี พ.ศ. 1058 พระราชโอรสพระชนม์เพียง 6 พรรษา พระมารดาคือฮองไทเฮาหลิง จึงออกว่าราชการแทน พระนางจึงให้การสนับสนุนศาสนาพุทธเป็นอย่างดี ปรากฏว่าเฉพาะในเมืองโลยางมีวัดถึง 500 แห่ง วัด ยุง-หนิง ก็สร้างขึ้นโดยบัญชาของพระนางเหมือนกัน วัดนี้กล่าวกันว่าเป็นวัดที่งดงามที่สุด ลิ่มตอกสลักบานประตูใช้ทองคำล้วน และเป็นวัดที่ใหญ่โตกว้างขวางมากจนกล่าวกันว่า ในปี พ.ศ. 1077 เมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้นที่วัดนี้ กว่าไฟจะมอดกินเวลาถึง 3 เดือน ในสมัย ไคหยวน ปรากฏว่ามีหลักฐานอ้างอิงกล่าวไว้ว่ามีวัดภิกษุอยู่ 2,113 วัด และวัดภิกษุณีอยู่ 3,245 วัด เฉพาะในเมือง ฉาง-อัน เมืองเดียวมีวัดภิกษุณีอยู่ถึง 28 วัด นอกจากนี้ ยังได้พบจารึกของภิกษุณีพูดถึงเรื่องการสร้างรูปพระโดยกล่าวว่า “วันที่ 15 เดือน 8 พ.ศ. 1074 ภิกษุณี เต๋าหุย และภิกษุณี ฝา-เชิง ได้สร้างรูปของ ปรภูตรัตนะขึ้น เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ 7 ชั่วโคตร บิดา มารดา, ภิกษุอุปัชฌาจารย์ ญาติพี่น้อง ด้วยปรารถนาให้บุคคลเหล่านั้นจะได้ไม่ต้องตกนรก และพ้นกรรมโดยเร็วพลัน และให้ได้อยู่ในความสงบสุข ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุขเถิด” แต่วิกฤตการณ์ในคณะสงฆ์เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 1386 เมื่อจักรพรรดิ หวู-สุง ซึ่งเลื่อมใสลัทธิเต๋า อ้างเหตุร้ายในพุทธศาสนาแล้วมีรับสั่งให้สึกพระภิกษุและภิกษุณีที่อ้างว่าประพฤติตนไม่ถูกต้องตามพระวินัยเสีย 1,232 รูป
จากบันทึกการเดินทางของเอนนิน พระภิกษุชาวญี่ปุ่น บันทึกว่าการกวาดล้างในปี พ.ศ. 1388 โดยจักรพรรดิ หวู-สุง นั้นเป็นวิกฤตการณ์ครั้งสำคัญในจีนว่า “ทั่วประเทศวัดถูกทำลายลงกว่า 4,600 แห่ง ภิกษุภิกษุณีถูกบังคับให้สึกกว่า 260,500 รูป และต้องเสียภาษีเป็น 2 เท่า อุโบสถและสถานที่บูชาถูกทำลายกว่า  40,000  แห่ง ที่ดิน (ของวัด) มากกว่า  10  ล้านไร่ถูกยึดเป็นของหลวง ข้าวัดมากกว่า  150,000  คน ต้องเสียภาษีเป็น  2  เท่า  ภิกษุและภิกษุณีที่ยังเหลืออยู่มีบัญชีขึ้นอยู่กับกรมต่างด้าว”  เพราะถือว่าพุทธศาสนาแต่แรกเริ่มเป็นศาสนาต่างด้าว
ในปี พ.ศ. 2492 เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนโดย เหมาเจ๋อตุง เป็นประธานเข้าครอบครองประเทศจีน ศาสนาพุทธในประเทศจีนก็ต้องถูกทำลายและผันแปรไปอีก พรรคคอมมิวนิสต์โจมตีคำสอนของพุทธศาสนาว่าสอนคนให้มีความพอใจในสภาพอันต่ำต้อยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยไม่มีความกระตือรือร้นที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น ทำให้เป็นแรงถ่วง บ้านเมืองจึงไม่เจริญก้าวหน้ามีแต่ล้าหลัง จึงทำลาย
* * *