จตุคามรามเทพ “พระแท้หรือเทียม

จตุคามรามเทพ "พระแท้หรือเทียม"
โดย ส.ชิโนรส ป.ธ.9 วัดป่าปลักประดู่ จ.ราชบุรี


กระแสการคลั่งไคล้และหลงใหล "จตุคามรามเทพ" ของชาวพุทธปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยกำลังจมปลักอยู่ภายใต้กระแสวัตถุนิยมอย่างรุนแรงจนยากที่จะเยียวยา

"วัตถุนิยม" คือ มรดกบาปของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์แบบวัตถุนิยม ซึ่งเชื่อมั่นกันอย่างจริงจังว่า ชีวิตและจิตใจทั้งผองของมนุษย์เป็นเพียงแค่ "วัตถุ" หรือสรณะอันสูงสุดที่มนุษย์ต้องไขว่คว้าและแย่งชิงเพื่อให้ได้และครอบครองคือ "ความมั่งคั่ง ร่ำรวย และแข็งแกร่ง"

ส่วนจิตใจหรือคุณธรรม ถือเป็นสิ่งที่เหลวไหลและไร้ความหมายใดๆ ทั้งสิ้นต่อชีวิตมนุษย์ โลก และจักรวาล

เมื่อสังคมไทยหันเข้าสมาทาน "วัตถุนิยม" อย่างไม่ตั้งคำถามและสยบยอม แนวคิดวัตถุนิยมจึงไหลทะลักเข้าสู่จิตวิญญาณของคนไทยอย่างท่วมทับและท่วมท้น จนกระทั่งลามปามเข้าถึงวัด "วัตถุ" จึงถูกชาวพุทธนำมาเสกสรรปั้นแต่ง เพื่อให้กลายเป็นสิ่ง "ขลังศักดิ์สิทธิ์-นำโชค" หรือเรียกว่า "วัตถุมงคล"

"จตุคามรามเทพ" จึงกลายเป็นหนึ่งใน "วัตถุมงคล" อันเป็นที่นิยมแห่งยุค ที่ชาวพุทธทุ่มเทเสกสรรค์และบันดาลแต่ง ด้วยหวังว่า วิถีชีวิตของตนจะมั่งคั่ง ร่ำรวย และแคล้วคลาดจากภัยพิบัติทั้งปวงได้

แน่นอน หากการบูชา "จตุคามรามเทพ" ถูกนำไปใช้เพื่อเป็น "ตัวเกาะ" โน้มนำจิตใจเข้าสู่กระแสธรรม หรือรู้เท่าทันความจริงของชีวิตและจิตใจของตัวมนุษย์เอง จนกระทั่งหลุดพ้นจากการเป็นทาสของกิเลสและตัณหาทั้งปวง การบูชา "จตุคามรามเทพ" เช่นนี้ เป็นสิ่งที่พระศาสดาไม่เคยปฏิเสธและใช้อยู่บ่อยครั้ง

เห็นได้จาก พระองค์นำวัตถุต่างๆ ตามธรรมชาติมาเสกเป่าและมอบแก่พระ เพื่อให้ท่านเหล่านี้ ใช้เป็นแหล่งยึดเกาะและดีดตัวออกจากปวงทุกข์เป็นอิสระเบิกบานได้ชั่วนิรันดร์

เช่น พระหนุ่มสมองทึบรูปหนึ่งชื่อว่า "จูฬปันถก" ท่านพยายามท่องจำบทกวีธรรมะแค่ 1 บทถึง 4 เดือน แต่ก็มิอาจจำอะไรได้ พระพุทธองค์ จึงเสกผ้าขาวบริสุทธิ์ชิ้นหนึ่งแล้วมอบให้เป็นสื่อทำจิตใจให้สงบ เมื่อจูฬปันถกทำตามคำชี้แนะของพระองค์เท่านั้น จิตใจก็สงบนิ่งและดีดตัวออกจากกองทุกข์ได้

ส่วนพระอีกรูปหนึ่ง เป็นลูกชายนายช่างทอง ท่านได้ทุ่มเทปฏิบัติธรรมอย่างหามรุ่งหามค่ำ แต่ก็มิอาจประสบผลสำเร็จที่เลอเลิศแต่ประการใด พระศาสดาทรงทราบเข้า จึงเสกดอกบัวสีทองประทานมอบให้ พอท่านเพ่งภาวนาที่ดอกบัวสีทองเท่านั้น จิตใจของท่านก็สงบแน่วแน่ ดีดตัวเองออกจากกิเลสและตัณหาได้เหมือนกับจูฬปันถก

เราจะเห็นว่า การนำวัตถุตามธรรมชาติมาเสกสรรปั้นแต่งเป็น "วัตถุมงคล" ของพระศาสดา ก็เพื่อเป็น "ตัวเกาะ" ใหัคนเกิดสติและปัญญา รู้เท่าทันความจริงของชีวิตและจิตวิญญาณจนกระทั่งหลุดพ้นจากกิเลสและตัณหาทั้งปวงได้ เป็นอิสระเบิกบานชั่วฟ้าดินสลาย

Image

หากเราตระหนักถึงจุดหมายแท้ของการใช้ "วัตถุมงคล" อย่างพระพุทธองค์ พร้อมกับใช้ "จตุคามรามเทพ" ตามแบบอย่างพระศาสดา "จตุคามรามเทพ" ก็จะกลายเป็น "วัตถุมงคลชั้นเลิศ" ที่จะช่วยชักนำชีวิตชาวพุทธให้ดีดตัวออกจากปวงทุกข์ได้อย่างวิเศษและมหัศจรรย์ยิ่งนัก

แต่น่าเสียดาย กระแสการนิยม "จตุคามรามเทพ" ของชาวพุทธปัจจุบัน หาได้มีเครื่องบ่งชี้ว่า จะนำพาชีวิตชาวพุทธให้ก้าวขึ้นสู่ความดีงาม และเพิ่มพูนสติปัญญาให้อยู่เหนือความโลภ ความโกรธ และความหลงไม่

"จตุคามรามเทพ" กลับถูกใช้เพียงเพื่อธุรกิจการค้าเก็งกำไร และเพิ่มความเชื่อว่า "ขลัง-ศักดิ์สิทธิ์-นำโชค" เท่านั้นเอง นั่นก็หมายความว่า กระแสการนิยม "จตุคามรามเทพ" กำลังพอกพูนความโลภ ความโกรธ และความหลง ซึ่งชาวพุทธมีกันอยู่แล้วให้หนาเตอะมากยิ่งขึ้น

หากเป้าหมายและทิศทางการนิยม "จตุคามรามเทพ" ของชาวพุทธ ยังคงถูกขับเคลื่อนไปเช่นนี้อย่างต่อเนื่องและไหลลื่น วิถีชีวิตชาวพุทธ ยิ่งจะจมปลักอยู่ในหุบเหวแห่งความโง่เขลา ความยึดมั่นถือมั่น และความทะยานอยากมากขึ้นเป็นแน่แท้

กระแสการนิยม "จตุคามรามเทพ" ของชาวพุทธปัจจุบัน จึงกลายเป็น "ศรัทธาหัวเต๋า" หรือ "ศรัทธาที่ไร้ปัญญา" ซึ่งถือเป็นสิ่งที่องค์พุทธะเตือนให้ระวังอยู่เสมอ

เพราะจุดจบของศรัทธาชนิดนี้ คือ "การขุดหลุมฝั่งศพตัวเอง" นั่นเอง

เมื่อทิศทางการเห่อเหิม "จตุคามรามเทพ" ของชาวพุทธปัจจุบัน มิได้มีเป้าหมาย หรือทิศทางเพื่อยกตัวเองให้กลายเป็นพุทธะแท้ หรือ "ผู้รู้-ผู้ตื่น-ผู้เบิกบาน" เหมือนกับคำสอนของพระศาสดา แต่กลับสร้างความโง่งม ยึดมั่นถือมั่น และความทะยานยากแก่ผู้คนมากยิ่งขึ้น

"จตุคามรามเทพ" จึงมิอาจถือว่า "เป็นพระแท้ในดวงใจคน" หรือเป็นสรณะอันสูงสุดที่ชาวพุทธควรยึดถือหรือฝากตัวไว้อย่างสุดใจ เพราะ "จตุคามรามเทพ" ก็มิได้แตกต่างอะไรนักจากภูเขา ต้นไม้ สายน้ำ และมหาสมุทร ที่คนส่วนใหญ่ในสังคมอนารยะสมัยก่อน ยึดถือและบูชากันอย่างจริงจังว่า "เป็นพระเจ้า หรือที่พึ่งอันเกษมสูงสุด"

การนับถือที่พึ่งนอกตัวดังกล่าว องค์พุทธะปฏิเสธไว้ว่า "มิใช่ทางแท้ที่จะช่วยให้มนุษย์พ้นทุกข์ และพบสุขอันถาวรได้" เพราะพระองค์เคยตรัสว่า "ภูเขา ป่า ต้นไม้ อาราม และเจดีย์ มิใช่ที่พึ่งอันสูงสุด เพราะสิ่งเหล่านี้ มิอาจช่วยให้คนพ้นทุกข์ แต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อริยสัจ 4 และมรรค 8 คือ ที่พึ่งอันสูงสุด เพราะช่วยให้คนอยู่เหนือกิเลสได้"

Image

หยุดเสียเถอะ !!! กับการคลั่งไคล้และหลงใหล "พระเทียม" อย่าง "จตุคามรามเทพ" เพราะ "วัตถุมงคลแท้แบบพุทธะ" หาใช่วัตถุนอกตัวที่ทำให้คนเห่อเหิมและลุ่มหลงอย่างบ้าคลั่งไม่ หรือหาใช่สินค้าที่ใช้เก็งกำไรทางธุรกิจไม่ แต่คือ "ธรรมะ" หรือ "ธรรมชาติแท้ของชีวิตและจิตใจ" ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในตัวมนุษย์แต่ละคนนั่นเอง หากชาวพุทธหันมาปลุกเสกและสวมใส่ "ธรรมะ" แม้เพียงแค่ข้อเดียวในแต่ละวัน ชีวิตจะกลายเป็นสิ่งที่ "ขลัง-ศักดิ์สิทธิ์-นำโชค" ได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาใครและไม่ต้องเสียเงินแม้แต่บาทเดียว

เพียงแค่เรา ปลูกความรักและสงสารคนอื่น ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ทุจริตฉ้อโกง ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดยุแยงใส่ร้าย และไม่เสพสิ่งเสพติดมึนเมา ชีวิตเรา ครอบครัว และชุมชน จะมีแต่ความสุขและสงบสันติ พร้อมกับกลายเป็นฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองได้อย่างวิเศษและน่ามหัศจรรย์

แต่หากชาวพุทธ ยังคงสยบยอมและหลงงมงายอยู่กับที่พึ่งภายนอกอย่าง "จตุคามรามเทพ" แสงธรรมอันถ่องแท้ภายในตัวชาวพุทธเอง คงจะไม่มีวันทอประกายได้เลย หนำซ้ำความก้าวหน้าทางสติและปัญญาเพื่อล่วงรู้ธรรมชาติแท้ภายในกายและใจของชาวพุทธเอง ก็จะหยุดชะงักลงและสูญสิ้นไปอย่างน่าเสียดาย

"อย่าหลงพระเทียม จนลืมพระแท้" กันอีกเลย


หนังสือพิมพ์มติชน รายวัน หน้า 7
วันที่ 03 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10706